ค่าฝุ่นวันนี้เดือดเกิน !! ข้อมูลจากดาวเทียมจิสด้า (GISTDA) แจ้งเตือนค่าฝุ่นแตะไปที่ตัวเลขเกิน100 ในพื้นที่ 6 เขตในกรุงเทพฯ เช่นเขตลาดกระบัง หนองแขม สะพานสูง และในปีนี้เป็นปีแรกที่ กรุงเทพมหานคร นำระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยฝุ่น PM2.5 แบบทันที เมื่อประชาชนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นระดับสีแดง จะได้รับข้อความแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กทม.และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม 2569 จะมีเวทีสำคัญ สู้ฝุ่นด้วยข้อมูลทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการประชุม ‘Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 ขึ้น ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี มี10 หน่วยงาน 100 ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมโดยการสนับสนุนของสสส. การประชุมครั้งนี้ เป็นเวทีแห่งความร่วมมือระดับชาติที่เชื่อมโยง ผู้กำหนดนโยบาย (ภาครัฐ) นักวิจัย ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น เพื่อฉายภาพเห็นว่าปัญหา PM2.5 นี้ เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อน ที่เชื่อมโยงในหลายมิติทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม ต่างประเทศ การใช้พลังงาน ความมั่นคงของมนุษย์
ประเด็นสำคัญในช่วงระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะได้นักการเมืองมากำหนดนโยบายของประเทศด้านต่างๆ แน่นอนเรื่องฝุ่นต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนหลังจากนี้ โดยไฮไลต์สำคัญในเวทีประชุมจะมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาร่วมดีเบตนโยบายการแก้ปัญหาฝุ่น

วีระศักดิ์ โคว้สุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขยายรายละเอียดสำคัญของเวทีประชุมนี้ในเพจสภาลมหายใจกรุงเทพ ว่า ในช่วงเวลานี้ การขับเคลื่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ชะงักลงจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่การเดินทางนี้ยังไม่ไร้หนทางไปต่อเสียทีเดียว เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว ภายหลังการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก รัฐบาลใหม่มีเวลา 60 วัน ในการหยิบยกร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างอยู่ขึ้นมาเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อ หากไม่แล้ว เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว ร่าง พ.ร.บ.เหล่านี้จะตกไปโดยผลของกฎหมาย และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดทั้งกระบวนการ
สำหรับการประชุมระดับประเทศ ‘Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2’จึงเป็นเวทีสำคัญของการขยับบทสนทนาเชิงนโยบายไปอีกขั้น และฟังเสียงจากพรรคการเมืองที่จะมาเป็นตัวแทนประชาชน ถึงเจตจำนงที่มีต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นที่วิกฤติมาเนิ่นนาน
หลังจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Pre-Forum ครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการเผาในภาคเกษตรและพื้นที่ป่า ใน Pre-Forum ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด: เครื่องมือสู้ฝุ่น PM2.5-ฝุ่นในภาคเมือง ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม และผลกระทบต่อสุขภาพ’ และนี่คือสาระสำคัญจาก Pre-Forum ครั้งสุดท้าย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การประชุมระดับประเทศ

. **ปัจจัยฝุ่นเมืองกับมาตรการสู้ฝุ่น
วิกฤติฝุ่นในกรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นเมื่อมี 3 ปัจจัยหลักซ้อนกัน คือ สภาพอากาศปิด การจราจรขนส่ง และการเผาชีวมวล จากการทำงานโดยใช้ชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก นำมาสู่การยกระดับ 10 มาตรการเร่งด่วน ครอบคลุมทั้งภาคจราจร ก่อสร้าง โรงงาน การแจ้งเตือน และการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากภาคการขนส่ง 72% แนวทางจัดการฝุ่นต้องทำควบคู่กัน 4 ด้าน คือ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ (พัฒนาเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษน้อยที่สุด) เชื้อเพลิงสะอาด (ใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 และ 6 ที่มีกำมะถันต่ำ) ดูแลรักษาสภาพรถ (บำรุงรักษาเครื่องยนต์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และปรับจูนหัวฉีดอย่างสม่ำเสมอ) และลดการจราจรที่ติดขัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การระบายมลพิษทำได้ยาก
การเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถบรรทุกใหญ่ไปจนถึงปี 2575 ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยีนี้สามารถลดฝุ่นได้ถึงร้อยละ 99 และช่วยกำจัดก๊าซที่ก่อให้เกิดฝุ่นทุติยภูมิได้มหาศาล ขณะเดียวกันแม้รถไฟฟ้าจะมีการขยายตัว แต่คนไม่ใช้เพราะขาดระบบขนส่งรองที่จะรับคนมาสู่สถานีได้อย่างสะดวกและราคาถูก รวมถึงควรเร่งผลักดันระบบดูดไอระเหยน้ำมันที่หัวจ่ายน้ำมันกลับไปเก็บในถัง เพื่อลดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่จะกลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิในภายหลัง

** ฝุ่นข้ามพื้นที่แก้ไม่ได้แค่ลำพัง
สัดส่วนจากการเผาชีวมวลในจังหวัดรอบข้างและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในบางช่วงฤดูอาจสูงถึงราว 40% ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เห็นชัดว่า ต่อให้เมืองจัดการแหล่งกำเนิดในพื้นที่ได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่เพียงพอหากขาดความร่วมมือข้ามพื้นที่ และในภาคเกษตรการสั่งห้ามเผาอย่างเดียวไม่ยั่งยืน ต้องอาศัยเทคโนโลยี แรงจูงใจ การสนับสนุนทางการเงิน และความร่วมมือกับแหล่งทุนระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีต้นตอสำคัญของฝุ่นอุตสาหกรรม แหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศสูงจากโรงงาน คือกลุ่มที่ใช้หม้อน้ำและกระบวนการผลิตที่ต้องระบายอากาศผ่านปล่อง กลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลมีศักยภาพในการเกิดฝุ่นสูงสุด ส่วนกลุ่มโรงงานในกรุงเทพฯ ประมาณร้อยละ 25 ใช้เชื้อเพลิงแข็งและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูง ซึ่งปล่อยฝุ่นโดยตรง และก่อให้เกิดก๊าซที่เป็นสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิด้วย นอกจากนี้การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ทำให้ประสิทธิภาพการจับฝุ่นลดลงอย่างรวดเร็ว และการที่โรงงานขยายปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ขยายระบบบำบัดมลพิษตามภาระงานจริง ก็ทำให้การคุมฝุ่นทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
**กรมโรงงานฯต้องเปลี่ยนค่ามาตรฐานปล่อยมลพิษ
สำหรับ มาตรการเชิงรุกกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้กดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษให้ต่ำลง เพื่อบังคับให้โรงงานใหม่ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีบำบัดที่สูงขึ้น และร่วมมือกับ กทม.ในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากหม้อน้ำทุกขนาดในเขตกรุงเทพฯ ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจสอบในหน่วยการผลิตหลัก พร้อมตั้งเป้าตรวจสอบโรงงานที่มีหม้อน้ำในกรุงเทพฯ ให้ครบ 100% โดยเร็ว และจะขยายผลไปยังปริมณฑลและอีก 17 จังหวัดที่มีโรงงานหนาแน่น

**ฝุ่นทำเสียหายทางเศรษฐกิจ3,000-6,000 ล้านบาทต่อเดือน
อย่างไรก็แต่ละปีมีคนไทยได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 10-11 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กที่นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจแล้ว ยังมีผลต่อพัฒนาการทางสมองและพันธุกรรมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
รายงานของธนาคารโลก ปี 2565 ระบุว่า ฝุ่น PM2.5 ทำให้คนไทยผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรมากถึง 50,000 ราย เป็นวิกฤตที่เกิดต่อเนื่องมาหลายปี และดูจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งติดอันดับเมืองอันตรายจากฝุ่นพิษถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายหรือผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 เฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ประมาณ 3,000-6,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยเฉพาะจากค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวจากการสูดมลพิษ ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะผลกระทบจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภาคเหนือ และภาคอื่น ๆ ที่มีปัญหา PM2.5 สูง อีกทั้งมลพิษอากาศยังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความกังวล และจะไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในระยะถัดไปด้วย หากปัญหาฝุ่น PM2.5 ในไทยยืดเยื้อจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 5,500-10,000 ล้านบาทต่อปี แน่นอนว่าความสูญเสียนี้ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว
**นักท่องเที่ยวลด ใครต้องรับผิดชอบ
นอกจากนี้จากการศึกษาผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในแต่ละช่วงระยะเวลาพบว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม หากดัชนีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยรายเดือน จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ลดลง จำนวน 106,060 คน และจำนวน 659,368 คน ตามลำดับ และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เสียโอกาสจากนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 476.27 ล้านบาท และกรุงเทพมหานคร 4,105.13 ล้านบาท
เชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมกำหนดลมหายใจสะอาดด้วยกัน ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนที่ได้ www.breathebangkok.org/pm25forum



