อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดซ้ำบนถนนพระราม 2 และโศกนาฏกรรมเครนก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ได้เกิดเหตุถล่มลงมาทับรถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ไม่ได้เป็นเพียงเหตุไม่คาดฝันรายครั้ง ทว่าเป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ความเสี่ยงตกอยู่กับแรงงานและประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครต้องรับผิด แต่คือระบบกำกับดูแลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากพอหรือไม่ และในวันที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่างประกาศยึดหลัก ‘ความยั่งยืน’ เหตุการณ์เหล่านี้กำลังตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ชีวิตของคนถูกวางไว้ตรงจุดใดของความยั่งยืนนั้น

อุบัติเหตุที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ถนนพระราม 2 ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องในฐานะหนึ่งในเส้นทางที่มีอุบัติเหตุสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายโครงการดำเนินควบคู่กัน ทั้งทางยกระดับ ทางคู่ขนาน และโครงสร้างชั่วคราวที่ยังต้องเปิดให้รถสัญจรผ่าน

หลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุบนถนนเส้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เกิดซ้ำในลักษณะคล้ายเดิม มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก หลายเหตุเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างชั่วคราวถล่ม เครนล้ม หรือวัสดุก่อสร้างตกลงบนผิวถนน โดยเหตุล่าสุดเกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 ขาออก ในช่องทางด่วน หน้าโรงแรมปารีส ช่วงใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ใหญ่จากเครนก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ที่เกิดเหตุถล่มลงมาทับรถไฟ รถด่วนพิเศษขบวนที่ 21 กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี บริเวณโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่บ้านถนนคด หมู่ที่ 11 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ยิ่งตอกย้ำว่าความเสี่ยงจากงานก่อสร้างสามารถเกิดขึ้นได้กับโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำในรูปแบบที่คาดเดาได้ คำอธิบายที่ว่าเป็น ‘อุบัติเหตุเฉพาะหน้า’ จึงฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป

สิ่งที่เขียนไว้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

หากเปิดดูรายงานประจำปีหรือรายงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ จะพบถ้อยคำที่หลายคนอาจเดาได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การตั้งเป้าไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และการยึดตามมาตรฐานสากลด้านอาชีวอนามัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก่อสร้างกลับทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สิ่งที่เขียนไว้เหล่านั้น ถูกนำไปใช้จริงมากน้อยแค่ไหน เพราะหากระบบดูแลความเสี่ยงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เหตุการณ์ที่คร่าชีวิตแรงงานและประชาชนจำนวนมาก ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดิม

ปัญหาอาจไม่ใช่การไม่มีหลักเกณฑ์ แต่เป็นการที่ความปลอดภัยยังถูกมองเป็นเรื่องต้นทุน มากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานและผู้ใช้ถนน เพราะเมื่อถึงเวลาต้องเลือก ความเร่งรีบและงบประมาณ มักถูกวางไว้ก่อนความปลอดภัยเสมอ

กติกาใหม่ ความหวังใหม่ที่ต้องจับตา

ปี 2569 ถูกมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานก่อสร้างภาครัฐ เมื่อภาครัฐเตรียมนำระบบประเมินผลงานผู้รับเหมา (Vendor Evaluation System) มาใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแลอย่างจริงจัง โดยไม่ดูแค่ผลงานหรือราคาที่เสนอ แต่รวมถึง ‘ประวัติด้านความปลอดภัย’ ที่เกิดขึ้นในแต่ละโครงการด้วย

หลักการของระบบดังกล่าวคือ หากผู้รับเหมารายใดมีประวัติเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะเหตุที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก คะแนนประเมินจะลดลง และอาจส่งผลต่อโอกาสในการเข้าร่วมประมูลงานรัฐในอนาคต ตั้งแต่การถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงการพักสิทธิ์ในบางกรณี

ในทางหลักการ นี่คือความพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘แก้ปัญหาเป็นครั้งๆ’ มาเป็นการผูกความรับผิดชอบเข้ากับโอกาสทางธุรกิจโดยตรง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่การบังคับใช้จริง ระบบประเมินจะถูกใช้อย่างเข้มงวดและเท่าเทียมเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง หากระบบที่ว่านี้มีไว้เพียงเพื่อความถูกต้องบนเอกสาร แต่ไม่ถูกนำมาใช้ปฏิบัติจริง วงจรอุบัติเหตุซ้ำซากก็อาจขึ้นอีกไม่ต่างจากที่ผ่านมา

ราคาที่สังคมต้องจ่าย

นอกจากทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว อุบัติเหตุจากงานก่อสร้างยังทิ้งผลกระทบต่อสังคมไว้อีกไม่น้อย ตั้งแต่รถติดยาวเป็นชั่วโมง การเดินทางที่ไม่แน่นอน รายได้ที่หายไป ไปจนถึงความเครียดสะสมของผู้ใช้ถนน และบาดแผลทางใจของครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก ผลกระทบเหล่านี้ไม่เคยถูกเขียนไว้ในงบประมาณโครงการ แต่เป็นต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับจริง และยิ่งเกิดซ้ำมากเท่าไร ความเชื่อมั่นของคนในสังคมก็ยิ่งลดลง ในสายตาของนักลงทุนและสาธารณชน โครงการหรือบริษัทที่ถูกมองว่าไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ย่อมเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งด้านชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนจากพระราม 2 และสีคิ้ว ทิ้งคำถามไว้กับสังคมไทยว่า ระบบก่อสร้างและการกำกับดูแลในวันนี้ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนมากพอหรือยัง และความเสี่ยงซ้ำซากนี้จะถูกยอมรับต่อไปอีกนานแค่ไหน