จากกรณีเหตุ เครนลอนเชอร์ (Launching crane) ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงตกลงมาทับรถไฟ ในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งทาง ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นเพราะฐานรองรับ 30 ตัน หลุดลงมาทับรถไฟ ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าการยึดฐานรองรับดังกล่าว กับตัวคานขวางสะพานที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ยึดได้แข็งแรงเพียงใด มีปัญหาในการติดตั้งหรือไม่ ทำไมจึงร่วงลงมาได้นั้น

นายก ส.วิศวกรโครงสร้างฯ คาดฐานรองรับ 30 ตันหลุด หล่นทับโบกี้รถไฟดับ 22 ศพ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค. 69) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะอดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่เกิดเหตุ ภายหลังเปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ เพราะเป็นช่วงที่คนขับดันเครนไปข้างหน้า แล้วเกิดการเสียสมดุลลักษณะคล้ายหน้าคว่ำลง ซึ่งอาจเกิดจากการบังคับเครนยื่นยาวเกินไป ไม่อยู่ในระดับ ซึ่งเมื่อยื่นเครนออกไปในระยะที่ยาว จะทำให้เครนสั่นและทำให้ตัวรอกยกยึดเครนไหล

เมื่อเกิดการไหลลงก็เกิดเหตุการณ์เหมือนมีดอีโต้ไหลลงมาและสับลงตรงกลางขบวนรถไฟ จากความสูงที่ประเมินน่าจะประมาณ 20 เมตร ส่วนน้ำหนักเครนอยู่ที่ประมาณ 20 ตัน เมื่อเกิดแรงกระแทกจะต้องคูณไปอีก 100 เท่าเป็นอย่างต่ำ ลักษณะคล้ายมีดอีโต้สับลงกลางรถไฟ พลังงานที่เกิดขึ้นกับการรับแรงกระแทกอาจเกิดได้ถึง 100 เท่าหรือ 1,000-2,000 ตัน เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย เพราะไม่มีลมแรงเกิดขึ้น

ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้น มาจากองค์ประกอบ 2 อย่างคือ 1.คน 2.อุปกรณ์ที่เก่าเสื่อมสภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งตัวเครนที่ไม่ได้มาตรฐานอาจจะเสียสมดุลได้ง่าย หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ อุปกรณ์จะเป็นเหล็กตัน แต่ถ้าหากเป็นเหล็กแบบกลวง เครนอาจจะเอียงได้ เพราะเครนประเภทนี้พังมาแล้วหลายครั้ง จากการที่ตนเองได้ใช้กล้องส่องทางไกลส่องดู ยิ่งเห็นว่ามีข้อต่อเยอะและเป็นโพรง ทำให้เกิดการสั่นหรือเสียสมดุลได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเกิดจากความประมาทของคนขับเครน แต่ปัญหาหลักอาจเกิดจากเครนที่ใช้งานมานานหลายกิโลเมตร แล้วไม่มีการซ่อมบำรุง จึงอยากแนะนำให้ “เจ้าภาพ” สืบหาความจริงด้านนี้ ซึ่งตนเคยส่งสัญญาณเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนทำการเมือง ในการรวบรวมรายชื่อออกกฎหมายความปลอดภัยด้านสาธารณะ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญกลางมาตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้น

สำหรับประเด็น แรงสั่นสะเทือนของรถไฟที่ขับผ่านในช่วงเวลาก่อสร้าง ส่งผลกระทบน้อยมากกับการที่เครนจะหล่นลงมา หรือแทบไม่มีผลเลย ซึ่งตนมองว่าการเสียสมดุลของเครนน่าจะเกิดก่อนที่รถไฟจะวิ่งผ่าน และเมื่อรถไฟวิ่งผ่านมาพอดีจึงทำให้เกิดเหตุขึ้น กรณีนี้เป็นความน่าอับอาย โดยหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบนั้น ควรจะเป็นเจ้าของงานโดยตรง ผู้รับเหมารายย่อย เจ้าของเครน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “…ใครจะเป็นคนหาคนมารับผิดชอบเรื่องนี้?…”

ตนอยู่ในแวดวงวิศวกรได้เห็นความตายจากภัยพิบัติมามาก ส่วนใหญ่แล้ว “…คนผิดมักจะลอยนวล…” เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลต้องดูหลักฐานประกอบเมื่อหลักฐานไม่เพียงพอ ก็โยนไปว่าเป็น “อุบัติเหตุ” โดยไม่มีใครคาดการณ์มาก่อน ส่วนความเสียหายก็ไปฟ้องร้องกับบริษัทประกัน ทำให้ผู้สูญเสียและผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ในต่างประเทศมีองค์กรที่เรียกว่า “..องค์กรเพื่อความปลอดภัยเพื่อสาธารณะ..” ที่เป็นองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบสาเหตุ และจะไม่มีการยอมให้รื้อถอนใด ๆ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสอบเพื่อดูหลักฐานทั้งหมดก่อน ซึ่งในประเทศไทยไม่มีองค์กรแบบนี้

ตนมีแนวนโยบายที่จะผลักดันองค์กรดังกล่าวให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ขอให้ประชาชนเข้ามาร่วมกันลงชื่อ รวมถึงทุกพรรคการเมืองเข้ามาผลักดันเพื่อที่จะมีเจ้าภาพ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมทางด้านกฎหมายแพทย์และประชาชนทางด้านแพทย์และประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือหน่วยงานใดลงมาดู และเมื่อเก็บหลักฐานหาสาเหตุเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษทั้งทางอาญาและแพ่งเหมือนกับต่างประเทศ แต่วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกลับไม่เข็ดหลาบ เพราะหลักฐานหายหมด ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีการป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นโครงการต่าง ๆ ในขณะเดียวกันต้องการให้รัฐเยียวยาดูแลผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ เพราะจะรอเรียกค่าเสียหายจากภาคเอกชนก็จะโยนให้กับบริษัทประกัน ถือว่าไม่มีความยุติธรรมกับผู้สูญเสีย

ดร.เอ้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้กลุ่มผู้รับเหมาทั้งที่เกิดเหตุ “ตึก สตง.” ถล่ม ยังเข้ามารับโครงการใหญ่มูลค่ามหาศาลจนเกิดความเสี่ยง ตอนนี้จะอ้างเรื่องสัญญาไม่ได้ เพราะเคยเกิดเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้นอีก ซึ่งตนเองห่วงเครนประเภทนี้มาก เพราะเกิดเหตุในลักษณะคล้ายกับในพื้นที่ย่านลาดกระบังในช่วงปี 2566 ขณะที่หลักความปลอดภัยสากลว่า เวลามีการปรับเรื่องโครงสร้างใหญ่ที่อันตรายเหนือหัวต้องไม่มีกิจกรรมข้างล่าง ไม่ใช่แค่รถไฟผ่าน แม้กระทั่งรถขนของหรือคนเดินก็ผ่านไม่ได้ พร้อมกับตั้งคำถาม 5 ข้อ ที่รัฐจะต้องให้คำตอบ

1.มีกิจกรรมก่อสร้างได้อย่างไรในขณะรถไฟวิ่งผ่าน

2.ผู้รับเหมาเป็นเครือเดียวกับที่รับการก่อสร้างที่ตึก สตง. พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดความเสียหาย แล้วเข้ามาดำเนินการในโครงการนี้ได้อย่างไร

3.สาเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการเร่งรัดการทำงานก่อสร้างใช่หรือไม่

4.ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปสืบหาข้อเท็จจริง เพราะไม่มีที่ใดในโลก ให้เจ้าของงานไปสืบหาสาเหตุ

5.จำเป็นต้องมี “เจ้าภาพกลาง” ในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะควรจะมีกฎหมายความปลอดภัยด้านสาธารณะ

ขอบคุณเฟซบุ๊ก เอ้ สุชัชวีร์