วันที่ 15 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสุรนารี ได้พานายโยชน์ หรือลุงโยชน์ สายน้อย ซึ่งถูกทหารกัมพูชาจับไปดำเนินคดีข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กลับมาส่งยังบ้านพักที่บ้านโสน (สะ-โน) ตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ท่ามกลางความดีใจของญาติพี่น้องที่ต่างมารอรับเป็นจำนวนมาก โดยมีนายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย พ.อ.จิรัฎฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 นายอำเภอปราสาท นายอำเภอกาบเชิง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวบ้าน มาร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจจำนวนมาก
ทันทีที่ทหารพาตัวลุงโยชน์มาถึงบ้าน นางกรรณิการ์ หอมขจร ภรรยา พร้อมด้วยลูกชาย หลานชาย และญาติ ๆ ต่างเข้าสวมกอดและร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ที่ลุงโยชน์ได้รับการช่วยเหลือและกลับบ้านอย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้บรรดาญาติยังได้ทำพิธีผูกข้อมือรับขวัญกลับบ้าน ซึ่งทุกคนต่างตื้นตันใจจนร้องไห้ออกมา หลังลุงโยชน์ถูกทหารกัมพูชาจับดำเนินคดีลักลอบเข้าเมือง ที่จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ภายหลังเข้าไปหาของป่าบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และถูกเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาจับตัว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ทภ.2 รับตัว “ชาวสุรินทร์พลัดหลง” กลับสู่อ้อมกอดครอบครัวสำเร็จ หลังหายตัวนานเกือบเดือน…
ลุงโยชน์ เปิดเผยถึงวินาทีที่ถูกจับตัวว่า พื้นที่ที่ตนเข้าไปหาของป่านั้น ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพื้นที่ของฝั่งใด เพราะที่ผ่านมาเคยเข้าไปหาของป่าเป็นประจำ และไม่เคยพบทหารกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ แต่ครั้งนี้หลังเกิดการสู้รบ พบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งแคมป์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝั่งกัมพูชา ขณะนั้นตนกำลังจะเดินทางกลับบ้าน กระทั่งไปเจอกับทหารกัมพูชา จึงถูกเรียกให้หยุด ก่อนจะมีทหารกัมพูชากว่า 20 นาย พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาควบคุมตัว แต่ไม่ได้ทำร้ายแต่อย่างใด จากนั้นจึงถูกนำตัวไปยังอำเภอสำโรง และส่งดำเนินคดีที่จังหวัดอุดรมีชัย
ลุงโยชน์ กล่าวอีกว่า ระหว่างถูกควบคุมตัว ไม่สามารถติดต่อใครได้เลย เพราะตนไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ อีกทั้งไม่ทราบว่ามีการประกาศติดตามหาตัว กระทั่งช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ควบคุมห้องขังที่อุดรมีชัยมาแจ้งว่าจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าเยี่ยมและจะได้รับการปล่อยตัว ซึ่งตอนแรกตนยังรู้สึกงุนงงและไม่ค่อยเชื่อ แต่ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่นำตัวออกมาและส่งกลับประเทศไทยจริง
ทั้งนี้ ระหว่างถูกคุมขังได้รับการดูแลตามสมควรจากฝั่งกัมพูชา และยังพบว่ามีคนไทยอีกหลายคนถูกจับกุมอยู่ที่นั่น ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับสแกมเมอร์ โดยในช่วงขึ้นศาล ทางกัมพูชาสอบถามเพียงว่าเป็นสายลับหรือไม่ ตนจึงตอบไปตามความจริงว่าเป็นเพียงชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าเท่านั้น พร้อมกันนี้ยังกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงประชาชนที่เป็นห่วงและให้ความช่วยเหลือ จนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย และยืนยันว่าต่อจากนี้จะไม่เข้าป่าหาของป่าอีกแล้ว



