กระแส “Big Data” หรือข้อมูลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ  กำลังเป็นสองเรื่องเทคโนโลยี ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่พูดถึงอย่างมาก โดยคาดว่าจะตลาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในประเทศไทย ทาง สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการสำรวจ ตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ AI ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศไทย

การสำรวจครั้งนี้ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ ซึ่งการประเมินครั้งนี้ใช้วิธี Ratio-based Market Sizing ซึ่งได้ผลออกมาพบว่าในปี 68 ที่ผ่านมาพบมี มูลค่าตลาดพุ่งแตะ 41,858 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า 18% ที่มีมูลค่า 35,942 ล้านบาท  สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ขณะเดียวกันได้มีการคาดการณ์มูลค่าตลาดในอนาคต 2 ปี (6970) โดยในปี 69 นี้ จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 47,397-58,958 ล้านบาท และในปี 70 ตลาดจะมีมูลค่า  53,668-83,462 ล้านบาท ซึ่งจะเติบโตปีละ 18%

ภาพ pixabay.com

 โดยคาดการณ์อยู่ภายใต้ 3 สถานการณ์ ได้แก่ สถานการณ์ที่ 1 (Baseline) จากผลการสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการลงทุนจริงของภาคธุรกิจ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 18.74% ต่อปี สถานการณ์ที่ 2 อ้างอิงแนวโน้มตลาดโลก (CAGR 13%) และสถานการณ์ที่ 3 อ้างอิงการขยายตัวของตลาดดิจิทัลไทย ซึ่งแสดงศักยภาพการเติบโตสูงสุด

  จากอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่องนั้น ก็ยังมีปัญหาที่ไทยต้องเร่งแก้เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม นั้นก็คือ การขาดแคลนบุคลากรเพื่อรองรับ

ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่  บอกว่า  ปัญหาขาดแคลนบุคลากร ถือ “วิกฤตเงียบ” ที่จำกัดการเติบโตของไทย  ซึ่งผลสำรวจ พบอุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรม อันดับ 1 คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ โดยองค์กรมากกว่าครึ่งหนึ่งของระบุว่า เป็นปัญหาสำคัญที่สุดผลการสำรวจความต้องการบุคลากรในปี 2568 พบว่า ทุกกลุ่ม ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะ ทางด้าน Business Analysis และ Data Science ในระดับสูง

โดยผู้ประกอบการกลุ่มที่ปรึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลต้องการทักษะ Business Analysis สูงถึง 55.05% ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์และโซลูชันต้องการทักษะ Data Science 48.65 % และ Data Engineering 45.95% สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทั้งทักษะเชิงเทคนิค และความเข้าใจธุรกิจควบคู่กัน

ภาพ pixabay.com

ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนที่สูงโดยเฉพาะสำหรับ SMEs ความซับซ้อนในการบูรณาการกับระบบเดิม (Legacy System) และความกังวลในการตีความและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

จากปัญหาดังกล่าว ทาง บีดีไอ ได้วางแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมผ่าน 4 ภารกิจหลัก  โดยทาง สุนทรีย์ ส่งเสริม” รองผู้อำนวยการบีดีไอ บอกว่า  ได้มีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านข้อมูลและ AI  ด้วยการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) หรือ Data Integration and Intelligence Platform (D2) ซึ่งเป็นพื้นที่กลางสำหรับการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตร

 โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในการพัฒนานโยบายแบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการ แพลตฟอร์มนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบมีมาตรฐาน พร้อมยกระดับความสามารถด้านการวิเคราะห์และการตัดสินใจของภาครัฐ โดยมีแผนดำเนินงาน จะมีการออกแบบมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานในปี 68 และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 69 และต่อขยายบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ในปี 70

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลระดับชาติ เพื่อเสริมขีดความสามารถของไทยในการรับมือสถานการณ์วิกฤต สนับสนุนการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การเตรียมพร้อมรับมือ และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลที่เคร่งครัด ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้องค์ความรู้ด้านข้อมูลเป็นฐานสำคัญในการคาดการณ์ ติดตาม และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

ภาพ pixabay.com

 ส่วนในด้าน เอไอ นั้น ทาง บีดีไอ ได้ร่วมกับพันธมิตรผลักดันโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยแบบ Open Source / Open License โดยล่าสุดได้เผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์ และโมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ ไปแล้ว

ส่วนโมเดลขนาดใหญ่ที่สุดจะเปิดให้สาธารณะเข้าถึงภายในเดือนมกราคม 69  พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในการพัฒนาโมเดลเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับการคัดกรองอาการเบื้องต้น โดยคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้งานระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 69  นี้เพื่อช่วยลดภาระบุคลากรและเพิ่มโอกาสเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้

ขณะที่การแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรนั้น ทาง บีดีไอ ได้จัดทำหลักสูตรออนไลน์และกิจกรรมเสริมทักษะด้านข้อมูลและ AI เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน บุคลากรภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง สนับสนุนการสร้างแรงงานที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และวางพื้นฐานเชิงโครงสร้างด้านทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตามทาง รอง ผอ. บีดีไอ ได้เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายแบ่งเป็น 2 ระยะ  โดยใน ระยะสั้น (1-3 ปี)  ประเทศไทยควรปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อการแบ่งปันข้อมูล เร่งรัดพัฒนาบุคลากรกลุ่ม Missing Middle และสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย AI ระดับประเทศ

ภาพ pixabay.com

 ส่วน ระยะกลาง (4-5 ปี) ควรเร่งส่งเสริม Sovereign AI โดยให้ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืน และยกระดับกรอบกฎหมายให้รับผิดชอบต่ออัลกอริทึม อนาคตของ Big Data และ AI ไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เราซื้อ แต่ขึ้นอยู่กับ ‘คน’ ที่เราสร้าง

 หากเราสามารถพัฒนาคน สร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายที่ชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง Big Data และ AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแน่นอน.

Cyber Daily