กฎหมายซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาหลักของการจัดการอากาศสะอาด ประกอบด้วย กฎหมายอนุรักษ์อากาศสะอาด (Clean Air Conservation Act) และกฎหมายพิเศษว่าด้วยการลดและการบริหารจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก
กฎหมายอนุรักษ์อากาศสะอาดทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศพื้นฐาน การควบคุมการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด และการวางเครือข่ายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วประเทศ ขณะที่กฎหมายพิเศษว่าด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 โดยเฉพาะ โดยมีการกำหนดความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 3 ว่า ต้องกำหนดและดำเนินนโยบายที่จำเป็น เพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชนจากอันตรายของฝุ่นละออง

กรรมการพิเศษปราบฝุ่นพิษ
นวัตกรรมทางสถาบันที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายพิเศษว่าด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก” ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจในการตัดสินใจข้ามกระทรวง เพื่อลดความซับซ้อนและช่องว่างในการทำงานของระบบราชการ โดยมีหน้าที่พิจารณาแผนแม่บท 5 ปี ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งเป้าหมายการปรับปรุงความเข้มข้นของฝุ่น แนวโน้มการปล่อยมลพิษ มาตรการแยกตามภาคส่วน การศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ และมาตรการปกป้องกลุ่มเปราะบาง
ปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้ยกระดับ เป้าหมายการลดปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ผ่านแผนแม่บทปี 2565 ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มข้นของฝุ่นลงมากกว่า 35% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับในปี 2561 ซึ่งเป็นปีฐานใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น
ต้นแบบทำระบบจัดการฝุ่นตามฤดูกาล
มาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเกาหลีใต้ และกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศคือ “ระบบการจัดการฝุ่นละอองตามฤดูกาล” หรือ เอสเอ็มเอส (Seasonal Management System-SMS) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับช่วงวิกฤติระหว่างเดือน ธ.ค.-มี.ค. ในแต่ละปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของฝุ่นละอองสูงสุด เนื่องจากสภาพอากาศนิ่งและการสะสมของมลพิษจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ยอมแลกสั่งหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ระบบเอสเอ็มเอสมีความโดดเด่นที่การใช้มาตรการ “ชั่วคราวแต่เข้มข้น” ใน 4 ภาคส่วนหลัก ซึ่งรัฐบาลจะประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมตัว
ใน ภาคพลังงาน รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้นโยบายสั่งหยุดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษ และจำกัดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่เหลือไว้ที่ระดับไม่เกิน 80% ของศักยภาพสูงสุด แม้การตัดสินใจดังกล่าวต้องแลกกับเสถียรภาพทางพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นแต่รัฐบาลมองว่ามีความจำเป็นเพื่อลดการสร้างสารตั้งต้นของฝุ่นละอองทางเคมี
กำจัดรถดีเซลเก่า
สำหรับ ภาคอุตสาหกรรม มีการขยายผลการใช้ระบบการจัดการเพดานการปล่อยมลพิษรวม โดยในปี 2567 มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,013 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 400 แห่ง ในปี 2563 นอกจากนี้ รัฐบาลยังทำข้อตกลงสมัครใจกับโรงงานขนาดใหญ่เพื่อลดการปล่อยมลพิษลงอีก 45% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และมีการใช้เทคโนโลยี “Advanced Monitoring” เช่น โดรน รถตรวจวัดเคลื่อนที่ และเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ เพื่อตรวจสอบการปล่อยมลพิษที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด
ภาคการขนส่งและการจัดการพื้นที่เขตเมือง มุ่งเน้นไปที่การจำกัดการใช้รถยนต์ดีเซลรุ่นเก่า ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ประมาณ 29% ของแหล่งกำเนิดในประเทศ ขณะเดียวกันมาตรการเอสเอ็มเอสยังกำหนดเขตจำกัดการเดินรถในกรุงโซลและเมืองใหญ่ 6 แห่ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 21.00 น. ในวันทำการ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้การสนับสนุนทางการเงิน เพื่อเปลี่ยนรถบัสโรงเรียนให้เป็นรถพลังงานสะอาดและส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (อีวี) อย่างกว้างขวาง

ใช้เทคโนโลยีสำรวจทางไกล
ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินนโยบายที่เป็น วิทยาศาสตร์ หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ของเกาหลีใต้ คือ การใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล ซึ่งมีความทันสมัยที่สุดในโลก เกาหลีใต้ส่งดาวเทียม Chollian-2B (GEO-KOMPSAT-2B) ขึ้นสู่วงโคจรค้างฟ้า เมื่อเดือน ก.พ. 2563 เพื่อเป็น “ดวงตาแห่งเอเชีย” ในการติดตามมลพิษทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมง
มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ความพยายามภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน เกาหลีใต้จึงดำเนินยุทธศาสตร์การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการเจรจากับจีน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ประมาณ 55% ในช่วงเวลาวิกฤติ
ผนึกจีนขจัดมลพิษข้ามแดน
ความร่วมมือที่สำคัญคือโครงการ “Korea-China Blue Sky Plan” ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ทั้งสองประเทศตกลงจะแบ่งปันข้อมูลคุณภาพอากาศ พัฒนาเทคโนโลยีการลดมลพิษร่วมกัน และมีการประชุมระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
แม้มีความตึงเครียดทางการเมืองในมิติอื่น แต่ในประเด็นเรื่องอากาศสะอาด ทั้งสองประเทศได้สร้างกลไกการสื่อสารสายด่วน เพื่อประสานงานเมื่อเกิดวิกฤติฝุ่นละอองสูง นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังริเริ่มโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” (CASA) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศให้แก่ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงประเทศไทย ผ่านกองทุนความร่วมมืออาเซียน-เกาหลี
โครงการ CASA มีเป้าหมายสำคัญในการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ทันสมัยในเมืองสำคัญ เพื่อรวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์เข้าสู่เครือข่ายภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้ประเทศในอาเซียนมีอำนาจต่อรองและฐานข้อมูลที่เข้มแข็งขึ้น ในการจัดการกับมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน
ลองหันมาดูประเทศไทย ทำไมวาระการปราบฝุ่น PM 2.5 ถูกหยิบยกพูดกันมาหลายปี แต่สุดท้ายทุกปลายปี ต้นปี ก็ยังเป็นปัญหาแบบเดิม ๆ.



