เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เพื่อตรวจสอบความพร้อมและประสิทธิภาพการดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยในพื้นที่ และการแก้ไขปัญหามลพิษทางกลิ่น ประกอบด้วย โครงการจ้างเหมาบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน (MBT) ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตันต่อวัน, โครงการจ้างเหมาเอกชนเดินเครื่องจักรและอุปกรณ์กำจัดมูลฝอย ขนาด 600 ตันต่อวัน และโครงการจ้างเหมาเอกชนเดินเครื่องจักรโรงงานกำจัดมูลฝอย ขนาด 1,000 ตันต่อวัน ระยะที่ 3

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการจัดการขยะของกทม. จึงจำเป็นต้องดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเอกชนคู่สัญญาให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก ทั้งเรื่องกลิ่น เสียง ฝุ่น ควัน และน้ำชะขยะ พร้อมกำหนดให้แก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

“ขณะนี้เราได้ติดตั้งระบบตรวจวัดกลิ่นและคุณภาพอากาศรวม 6 จุด ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ใกล้ชุมชน ซึ่งสามารถสะท้อนสถานการณ์จริงได้มากกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นภาพการกระจายตัวของกลิ่นตามทิศทางลมและช่วงเวลา และนำไปใช้กำหนดมาตรการแก้ไขได้อย่างตรงจุด” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลิ่นมักเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด และช่วงหัวค่ำ โดยเฉพาะในฤดูหนาวระหว่างเดือน ต.ค.-ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่มีแรงกดอากาศสูงและทิศทางลมเอื้อต่อการกระจายตัวของกลิ่น ทำให้บางช่วงมีข้อร้องเรียนเพิ่มขึ้น กทม.จึงเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยในด้านการลดผลกระทบต่อชุมชน กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการปลูกต้นไม้แนวกันชนตลอดแนวด้านหลังโรงงาน โดยเลือกพันธุ์ไม้ที่สามารถเติบโตสูงได้ประมาณ 6 เมตร เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติช่วยกรองกลิ่นและฝุ่นละออง ซึ่งจากข้อมูลพื้นที่สีเขียวในเมืองพบว่าสามารถช่วยลดฝุ่นได้ร้อยละ 10–30 และช่วยบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนได้

ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงการยกระดับโครงสร้างโรงงานว่า ได้มีการวางแผนติดตั้งระบบ ประตู 2 ชั้น และโครงสร้างอุโมงค์ควบคุมกลิ่นในจุดสำคัญ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกลิ่นในช่วงเปิด–ปิดพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปัญหาได้มากกว่าร้อยละ 90 โดยเป็นมาตรการที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว ไม่ต้องก่อสร้างถาวร และพร้อมนำไปทดลองใช้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบและปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการกำจัดมูลฝอยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานมีเสถียรภาพ ลดการปล่อยควันและกลิ่นสะสม พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการฝังกลบและการจัดการก๊าซให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำด้วยว่าการแก้ไขปัญหาจะต้องทำควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ โดยที่ผ่านมาได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ากว่าร้อยละ 90 ของมาตรการที่ดำเนินการอยู่ เป็นผลจากข้อเสนอของชุมชน และสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง ทั้งนี้ จากสถิติข้อร้องเรียนตั้งแต่เดือน ต.ค.67 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีข้อร้องเรียนรวม 730 เรื่อง โดยมี 12 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับช่วงการเดินระบบและสามารถตรวจสอบสาเหตุได้อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ดำเนินการอยู่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

“เป้าหมายของกทม. คือการยกระดับศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชให้เป็นต้นแบบด้านการจัดการมูลฝอยและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับชุมชน สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้หน่วยงานจากทั่วประเทศเข้ามาศึกษาดูงานได้ และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

สำหรับโครงการจ้างเหมาบริหารจัดการมูลฝอยชุมชน เพื่อผลิตพลังงาน ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตันต่อวัน (ระบบ MBT) เป็นการนำมูลฝอยชุมชนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเชิงกลและบำบัดทางชีวภาพ ก่อนนำส่วนที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน และกำจัดส่วนที่เหลือตามหลักวิชาการ โดยโครงการดำเนินการในรูปแบบสัญญา BOT ระยะเวลา 20 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหยุดปรับปรุงโรงงานชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

โครงการจ้างเหมาเอกชนเดินเครื่องจักรและอุปกรณ์กำจัดมูลฝอย ขนาด 600 ตันต่อวัน เป็นโครงการที่เน้นกระบวนการคัดแยกและหมักบ่มมูลฝอยอินทรีย์ เพื่อนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหรือสารปรับปรุงดิน ช่วยลดปริมาณขยะตกค้างและลดภาระการฝังกลบ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการตามสัญญา

โครงการจ้างเหมาเอกชนเดินเครื่องจักรโรงงานกำจัดมูลฝอย ขนาด 1,000 ตันต่อวัน ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ระยะที่ 3 เป็นโครงการกำจัดมูลฝอย โดยใช้เทคโนโลยี วิธีการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ (Compost) และลดความต้องการใช้พื้นที่ฝังกลบมูลฝอยในอนาคต ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการตามสัญญา.