เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก น.ส.รักษิณา การะเกต ว่า ครอบครัวและญาติพี่น้องกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังพบว่าบุคคลในครอบครัวรวม 4 คน ถูกแอบอ้างนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัวมานานกว่า 20 ปี โดยบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบความผิดปกติของโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว โดยปรากฏรายชื่อผู้ถือหุ้นจำนวน 7 ราย ถือครองหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ถือครองหุ้นเท่ากัน รายละ 14.28% คิดเป็นจำนวนรายละ 2,857 หุ้น และมีผู้ถือหุ้นสูงสุดเพียง 1 ราย ถือครองหุ้นในสัดส่วน 14.29% คิดเป็นจำนวน 2,858 หุ้น

ที่น่าตกใจคือ เมื่อตรวจสอบลำดับรายชื่อผู้ถือหุ้น พบว่าบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหาย ได้แก่ ผู้ถือหุ้นลำดับที่ 3, 5, 6 และ 7 เป็นบุคคลที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเคลือบแคลงสงสัยและความวิตกกังวลให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

กลุ่มผู้เสียหายเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ผ่านมาครอบครัวได้รับสิทธิช่วยเหลือต่าง ๆ จากภาครัฐมาโดยตลอด จึงไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนด้วยทุน 1 ล้านบาท กระทั่งล่าสุดถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงรู้สึกเสียใจอย่างมาก เนื่องจากเงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและช่วยแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อคืนสิทธิและความเป็นธรรมให้กับครอบครัว

ไทม์ไลน์ความเดือดร้อนของครอบครัว

17 กรกฎาคม 2569
น.ส.รักษิณา ตรวจสอบสิทธิโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ และพบว่าบิดาและมารดาไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากติดเงื่อนไขการถือหุ้นบริษัท เมื่อสอบถามทั้งสองคนยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน จึงตรวจสอบเพิ่มเติมผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบิดา มารดา และญาติอีก 2 คน รวม 4 คน มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ทั้งที่ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกร และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทแต่อย่างใด

19 กรกฎาคม 2569
ครอบครัวเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์และลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ดงละคร เพื่อเป็นหลักฐาน

20 กรกฎาคม 2569
เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครนายก เพื่อขอให้ช่วยประสานตรวจสอบสถานะบริษัทกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับการยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวมีอยู่จริง มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นตามข้อมูลที่ปรากฏ

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังประสบอุปสรรค เนื่องจากพนักงานสอบสวน สภ.ดงละคร แนะนำให้เดินทางไปแจ้งความในพื้นที่ตั้งของบริษัท คือ สภ.เมืองสมุทรปราการ ท่ามกลางความกังวลของครอบครัว เนื่องจากบิดาและมารดามีอายุมากกว่า 60 ปี อีกทั้งต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่นอนติดเตียง ทำให้ไม่สามารถเดินทางไกลได้ ส่วนญาติอีกคนต้องทำงานและมีข้อจำกัดด้านเวลา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

4 ประเด็นกังวลของผู้เสียหาย

  1. ถูกนำชื่อบุคคลในครอบครัวจำนวน 4 คน ไปแอบอ้างเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีส่วนรู้เห็น
  2. กังวลเรื่องภาระหนี้สิน หรือภาษีย้อนหลังที่อาจเกิดขึ้นจากบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น
  3. ไม่ทราบว่าบริษัทดังกล่าวถูกนำไปใช้ทำธุรกรรม หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายในด้านใดหรือไม่
  4. สูญเสียสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐที่เคยได้รับ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ต่อมา พ.ต.อ.ธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก เปิดเผยว่า พล.ต.ต.ประเสริฐ วิจิตรทัศนา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ชุดสืบสวนจังหวัดนครนายก ร่วมกับ สภ.ดงละคร ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นนอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ แต่ตำรวจภูธรจังหวัดนครนายกพร้อมอำนวยความสะดวกในการสอบปากคำเบื้องต้น ให้คำปรึกษาด้านคดี และประสานข้อมูลกับหน่วยงานในพื้นที่เกิดเหตุจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด