นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท.ดำเนินนโยบายการเงินโดยมุ่งดูแลเสถียรภาพด้านราคาคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพระบบการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น หรืออินเฟลชั่น ทาร์เก็ตติ้ง มีความล้มเหลว เพราะไม่สามารถบริหารให้เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ จนต้องทำหนังสือชี้แจงกระทรวงการคลังมากกว่า 10 ฉบับ

ทั้งนี้ธปท.ได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าศักยภาพเศรษฐกิจที่จะรับได้ ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อจนไม่สามารถสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มที่ได้ ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากถึง 7% ขณะที่เวียดนาม ค่าเงินอ่อนค่าลง 3% ทำให้สินค้าไทยในตลาดโลกแพงกว่าคู่แข่งมากถึง 10% จึงทำให้ภาคเอกชนต่างร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก โดยมองว่าในเวลานี้ธปท.ควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการดูแลเงินเฟ้อมาเป็นดูแลค่าเงินบาทหรือ เอกเชนจ์ เรท ทาเก็ตติ้ง แทน ซึ่งเหมาะสมมากกว่า

“ทุกวันนี้สิงคโปร์ ได้ใช้วิธีนี้ในการบริหารเศรษฐกิจจึงทำให้ประสบผลสำเร็จในการดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัว ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับค่าเงินเป็นลำดับต้น ๆ ที่จะเข้าไปหารือและดูแลร่วมกับธปท. เพื่อเอื้อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคส่งออก ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่ประกาศนโยบายใหม่ ให้ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากเป้าหมายเงินเฟ้อมาเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ”

นายพรหมินทร์ กล่าวยืนยันว่า ในช่วง 4 ไตรมาสของการบริหารประเทศโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 3% ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยไตรมาส 3 ปี 67 เศรษฐกิจขยายตัว 3% ไตรมาส 4 ปี 67 ขยายตัว 3.3% ไตรมาส 1 ปี 68 ขยายตัว 3.2% และไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% นั่นชี้ให้เห็นว่าการดูแลเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยนั้นเกิดผลสำเร็จ

นอกจากนี้หากในรอบนี้ มีงบประมาณเพียงพอ รัฐบาลเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ต่อ แต่อาจปรับรูปแบบเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน รวมถึงกลุ่มตกหล่น เพื่อเติมเงินส่วนต่างให้พ้นจากเส้นความยากจน ควบคู่กับมาตรการแก้หนี้สิน โดยขยายวงเงินพักหนี้เกษตรกรเป็น 500,000 บาท และโครงการ “คุณสู้เราช่วย” ให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจ่ายเพียง 10% เพื่อปิดบัญชีหนี้เสีย และยืนยันเดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เป้าหมายนำเศรษฐกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ (พีพีพี) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ.