เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 22 ม.ค. 69 ที่อาคารโดม เทศบาลตำบลโนนสูง อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลาราชการลงพื้นที่หาเสียง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสานเป็นจังหวัด ที่ 2 โดยจะลงพื้นที่หาเสียง 3 จุด จุดที่ 1 อ.โนนสูง นายอนุทิน ลงพื้นที่ช่วย นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 5 จุดที่ 2 อ.บัวใหญ่ ช่วยนายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 6 และจุดที่ 3 อ.คง ช่วยนายตติรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 16 ซึ่งภารกิจวันเดียวกันนี้ นายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน งจ 191 นครราชสีมา

จุดแรกที่ อ.โดนสูง นายอนุทิน ลงพื้นที่ช่วย นายทวิรัฐ โดยมีนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย บิดานายทวิรัฐ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึง 16 ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา ร่วมด้วย เมื่อมาถึงนายอนุทินเดินทักทายและถ่ายภาพร่วมกับประชาชน

จากนั้นนายอนุทิน กล่าวปราศรัยว่า วันนี้ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับตนและคณะด้วยความอบอุ่นยิ่งมาที่นี่ วันนี้ก็ต้องถือว่ามาครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ผ่านมาภูมิใจไทยยังไม่เคยมีผู้แทนจาก อ.โนนสูงเลย แต่แถว อ.พิมายมีบ้าง และ อ.เฉลิมพระเกียรติ เคยมีบ้าง แต่ อ.โนนสูง ยังไม่เคยมี แต่ครั้งนี้มีการรวมเขตใหม่เป็น อ.โนนสูง อ.พิมาย และ อ.เฉลิมพระเกียรติ เขตเลือกตั้งที่ 5 ก็ต้องขอว่าครั้งนี้พ่อแม่พี่น้อง มอบ สส. ให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นครั้งแรกได้ไหม โดยประชาชนตอบว่า “ได้”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เราไม่ใช่มาขอท่านแล้วบอกว่าเอาใครมา ท่านไม่รู้จักเราก็พยายามทุกวิถีทางที่จะหาผู้สมัครที่มีความสามารถมากที่สุดและมีความรู้ มีพื้นฐานที่ดีที่จะมาทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องของทั้ง 3 อำเภอนี้ ตนคิดแล้วคิดอีก ขอแล้วขออีก ไปคุยกับพ่อ คือ นายวิรัช และคุณแม่ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ซึ่งรู้จักกันมานาน สุดท้ายท่านทั้ง 2 ก็ใจอ่อน ซึ่ง “น้องคลัง” ชื่อเป็นมงคลนาม เพราะถ้าคลังมาเป็นผู้แทน พี่น้องจะได้มีคลังใหญ่ร่ำรวยกันทั่วหน้า

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าภูมิใจไทยจะมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่แรกอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ แต่เราถือว่าเราเป็นอีสานใต้ด้วยกัน เราถึงมีคำเรียกว่านครชัยบุรินทร์ถือเป็นจังหวัดอีสานใต้ เวลาเราจะพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาความเจริญรุ่งเรืองของกลุ่มจังหวัด เราไปเจริญอยู่จังหวัดเดียวไม่ได้ ยังไงโคราชก็ยังเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุด ที่จะต้องมีความสำคัญที่จะต้องเป็นศูนย์รวมของทางเศรษฐกิจการขนส่ง

“ผมเข้ามา 3-4 เดือนถือว่าโชคดี ที่ผมมีพี่น้องชาวโคราช มีพี่น้องชาวบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อีสานใต้ที่อยู่แนวเขตกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะช่วงหลังไม่ค่อยได้เป็นเพื่อนบ้านเท่าไหร่ เป็นศัตรูบ้านมากกว่า แต่ผมมั่นใจว่าพ่อแม่พี่น้องอยู่ข้างผมทุกคน ผมถึงกล้าตัดสินใจให้ฝ่ายกองทัพเขาต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องบ้านเมืองของเรา วันนี้ขอประกาศว่าในช่วง 4 เดือนตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ร่วมกับกองทัพทวงคืนพื้นแผ่นดินทุกตารางนิ้วกลับคืนมาเป็นของไทยอย่างเรียบร้อย ตรงไหนถือว่าเป็นของไทยไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องวิตกกังวลว่าใครจะไปซ่อนตรงไหน มาลอบทำลายพวกเรา” นายอนุทิน กล่าว

ต่อมานายอนุทิน ถามชาวบ้านที่มาฟังปราศรัยว่า อยากเปิดด่านหรือปิดด่าน ใครอยากเปิดด่านยกมือขึ้น ปรากฏว่าไม่มีประชาชนที่มาฟังการปราศรัยด้านล่างเวที ไม่มีใครยกมือ ก่อนนายอนุทินจะพูดต่อว่า ประชาชนไม่ให้เปิดแล้วใครจะกล้าเปิด ก่อนที่นายอนุทิน จะพูดเป็นภาษาอีสานว่า “ให้เปิดบ่” ประชาชนตอบกลับว่า ปิด ซึ่งนายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตามนั้น จัดไป ตั้งแต่ปิดด่านกลุ้มใจ ถ้าเปิดด่านคนไทยค้าขายชายแดนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่ประโยชน์ตกอยู่กับไทยล้วนๆ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ช่วงนี้เดินทางต่างประเทศเจรจาค้าขายข้าว เขามาบอกตนว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า เราไม่มีข้าวเถื่อนแล้ว ประเทศไทยเรากำลังไปขายข้าวให้ต่างชาติ เราบอกเขาได้เต็มที่ว่าฉันจะขายเฉพาะข้าวที่คุณกินเป็นข้าวเท่านั้น ไม่ใช่เอาข้าวไปทำแป้ง ไม่ใช่เอาข้าวไปทำอาหารสัตว์ ต้องเป็นข้าวที่เอาให้ประชาชนในประเทศของคุณมันจะถึงมีราคา วันนี้เราไปที่ไหน เราบอกได้เลยว่าเราขายความมั่นคงทางอาหาร มีการประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ มีนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่งพูดว่าจากนี้ไปถ้าประเทศไหนไม่มี 3 สิ่งนี้ ไม่สามารถยืนอยู่ได้บนเวทีโลก จะต้องโดนเขากดขี่ตลอดเวลา ซึ่ง 3 สิ่งคือ 1.ความมั่นคงทางการทหาร 2.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ 3.ความมั่นคงทางอาหาร ใน 3 ข้อนี้ พี่น้องทหารโชว์ให้เราเห็นแล้ว ทุกวันนี้หลายท่านกลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติได้ เพราะมั่นใจว่าเรามีคนดูแลอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะทำให้สามารถเติมเต็มได้ทั้ง 3 ปัจจัย และเราก็จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีไม่มีใครกดขี่เราได้ ไปเจรจาการค้าที่ไหน ไปทำอะไรที่ไหน เราก็สามารถที่จะพูดและรักษาประโยชน์ของประเทศของเราให้ได้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่ภาคภูมิใจ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 1 ผ่านไปแล้ว เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับเข้าไป เฟส 2 ก็กลับมาหาท่าน คำว่า “พลัส พลัส พลัส” ไม่มีวันหยุด มีสิทธิประโยชน์มากมายเพิ่มมากขึ้น โครงการนี้ไม่ได้เป็นการแจกเงินและไม่ได้เป็นการเอาเงินไปให้เฉยๆ ถ้าพ่อแม่พี่น้องไม่จ่าย รัฐก็ไม่ต้องสมทบ ดังนั้นต้องเกิดการกระตุ้นให้พ่อแม่พี่น้องอยากใช้จ่าย เขาแจกเงินท่านเฉยๆ คนละ 10,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารแล้ว เจ้าหนี้มายืนรอหน้าตู้เอทีเอ็มตอนเงินเข้า 10,000 บาท บังคับให้เรากดแล้วคืนเขา เราได้ใช้เงินไหม และหากเราติดเขา 20,000 บาท เรายังเป็นหนี้เขาอีก 10,000 บาทด้วยซ้ำอีก ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็เท่าตัวแล้ว เราไม่สนับสนุนให้เกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะทำต่อไป ตรงนี้ไม่มีเรื่องเงินสด และในส่วนของพ่อแม่พี่น้องที่ไม่สามารถเข้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ต้องไปกรอกในบัตรประชาชน เราก็จะให้ได้ใช้สอย โดยการเติมจำนวนเงินเข้าไปในบัตรประชารัฐ เพราะฉะนั้นความเท่าเทียมมันเกิดขึ้น ทุกคนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ โดยที่รัฐบาลไม่ได้ถือว่าเป็นภาระใดๆ ทั้งสิ้น

“คุณพ่อ (นายวิรัช) บารมีขนาดไหน วันนี้ท่านเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่ยังมา คนนี้หายใจเข้าหายใจออกเป็นโคราชอยู่แล้ว สุดท้ายผมให้คำมั่นสัญญาว่าสิ่งที่เป็นกำลังใจ เป็นความเมตตา ความไว้เนื้อเชื่อใจของพี่น้องที่มีต่อพวกผมให้เข้าไปทำงานรับใช้บ้านเมือง รับใช้พี่น้องประชาชนให้ไปเป็นรัฐบาล พวกเราจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย เพราะพวกเราต้องการให้ท่านเลือกเราอีกหลายๆ ครั้ง และทุกครั้งในอนาคต ขอให้พวกเราได้มีวาสนาในการรับใช้ท่านทุกคนตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว.