เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกตั้ง สส. หรือศูนย์ปราบโกงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงการเลือกตั้ง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่พรรคเพื่อไทยเปิดศูนย์ปราบโกงเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีคณะกรรมการนั่งทำหน้าที่ประจำ และรับเรื่องร้องเรียนอยู่ตลอดเวลา โดยรวมประมาณ 61 เรื่อง แยกเป็นเรื่องที่มีมูล กับไม่มีมูล ซึ่งพบว่าข้อมูลที่มีมูลมีเป็นจำนวนมากกว่า โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเรื่องของการแจกสิ่งของ แจกทรัพย์สิน หรือการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง 

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทางศูนย์ได้นำเรื่องมีมูลทั้งหมดมายกร่างคำร้องเพื่อจะแจ้งไปยังพนักงานสอบสวน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแจ้งเรื่องร้องเรียนไปแล้วประมาณ 7 เรื่อง เช่น จ.ปทุมธานี สตูล สุพรรณบุรี บึงกาฬ หรือ กทม. เฉพาะ กทม. มีทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการให้ทรัพย์สิน และให้ประโยชน์

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งสัญญาณที่ออกมาขณะนี้คงมีการให้ผลประโยชน์ การให้ทรัพย์สินเพื่อมุ่งหวังต่อผลการเลือกตั้ง จึงอยากฝากถึง กกต. ให้พิจารณาด้วยความรวดเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการวางตัวไม่เป็นกลาง ยังมีอีกเรื่องที่น่าห่วงและอยากฝากถึง กกต. คือศูนย์ได้นำข้อมูลการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าของประชาชน มาวิเคราะห์ดูพบว่า มีประมาณ 26 จังหวัด ที่มีการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านั้น มีความผิดปกติไปจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา โดยมีการมาลงทะเบียนเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ทะลุกว่า 100% เช่น ที่พะเยา มีประชาชนลงทะเบียนในปี 66 จำนวน 5,717 คน แต่ปี 69 มีคนลงทะเบียน 13,034 คน เพิ่มขึ้นเป็น 127.99% อย่างไรก็ตาม ปีนี้มียอดลงทะเบียน 14,279 คน ซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินี้ ส่งสัญญาณว่า เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า หรือซื้อเสียงข้ามเขต เป็นต้น ทั้งหมดมีประมาณ 26 จังหวัด เช่น กทม. ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ หรือปทุมธานี 

ทั้งนี้ ศูนย์ปราบโกงจะนำข้อมูลดังกล่าวมา และแจ้งไปที่ผู้สมัคร สส. ของเราให้แต่งตั้งผู้สังเกตการณ์ ไปสังเกตการณ์ในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. นี้ เพื่อไปดูกระบวนการการลงคะแนนว่าเป็นไปอย่างไร โดยให้มีการถ่ายรูป หรือการถ่ายรูปรถที่นำมา เป็นต้น และโอกาสนี้จะต้องแจ้ง กกต. ว่า วันที่ 1 ก.พ. นี้ ต้องเพิ่มความสนใจให้กับจังหวัดที่มีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ 

เมื่อถามว่า ได้รับข้อมูลการซื้อเสียง 7,500 บาทหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งถึงจำนวนเงินดังกล่าว แต่เรื่องซื้อเสียงได้รับแจ้งมา แต่ไม่ได้ระบุว่า เป็นจำนวนเงินเท่าใด 

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนใหญ่ในพื้นที่อื่นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเขต ซึ่งมียอดตั้งแต่ 500-2,000 บาท

เมื่อถามว่า การซื้อเสียงจำนวน 7,500 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตรงนี้พูดยาก แต่ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า ข่าวนี้มาอย่างไร ตัวเลขแบบนี้มาได้อย่างไร ซึ่งเรายังวิเคราะห์กันอยู่ โดยส่วนใหญ่ข้อมูลการซื้อเสียงที่ได้รับมา จะเป็นพื้นที่เป็นเป้าหมายในการแข่งขันว่าจะมีใครแพ้ชนะ ซึ่งเห็นกันอยู่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ ที่มีเป้าหมายในการต่อสู้อย่างรุนแรง และการแข่งขันสูง ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้ก็มีข้อมูลเข้ามา

นายประเสริฐ กล่าวเสริมว่า ถ้าใช้เงินจำนวน 7,500 บาทต่อเสียง คงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 เขต ก็มีจำนวนกว่า 100,000 คน ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่น้อย 

ขณะที่นายภูมิธรรม กล่าวเสริมว่า ตนได้รับรายงานบางส่วนว่าในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง และก็มีจังหวัดในภาคกลาง และในภาคตะวันตก ซึ่งคาดว่าคงมีทุกที่ แต่ที่ทราบตัวเลขมา ไม่ใช่ราคา 7,500 บาท มีมากกว่านั้น แต่ไม่ใช่ตามรายหัว อาจเป็นการแจกให้กับพวกแกนนำ กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นหลักหลายหมื่นบาท