เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเครนก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และกรณีเครนก่อสร้างงานตอน 7 โครงการมอเตอร์เวย์ สายเอกชัย-บ้านแพ้ว M82 หล่นใส่รถยนต์บนถนนพระราม 2 ว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ได้รายงานผลสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นทั้ง 2 กรณี ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน พบว่า กรณีของเครนก่อสร้างรถไฟไฮสปีดฯ เกิดจากความผิดพลาดของผู้รับจ้างคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการปิดทางรถไฟตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งในวันเกิดเหตุผู้รับจ้างไม่มีการประสานมายังสถานีรถไฟ เพื่อระงับการเดินขบวนรถไฟ ไม่ให้เดินรถเข้าในระหว่างการปฏิบัติงานที่มีเครนเคลื่อนตัว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ความผิดพลาดดังกล่าวชัดเจนที่จะทำให้ รฟท. สามารถยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างได้ เพราะไม่ปฏิบัติตามสัญญา แต่กระทรวงคมนาคม ไม่ได้มีอำนาจในการยกเลิก เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ในการพิจารณายกเลิกสัญญา ซึ่งนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รฟท. รักษาการผู้ว่า รฟท. จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของ รฟท. ก่อนเสนอบอร์ด รฟท. พิจารณาในวันที่ 29 ม.ค.2569 เชื่อว่าบอร์ด รฟท. ทราบเจตนารมณ์ และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตนแล้วว่าต้องการให้ยกเลิกสัญญา แต่ก็ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบอร์ด รฟท. อย่างไรก็ตามเมื่อบอร์ด รฟท. มีมติออกมา ทาง รฟท. ก็จะส่งข้อมูลไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ซึ่งหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรมบัญชีกลางว่า จะลดระดับชั้นผู้รับเหมา หรือขึ้นบัญชีดำผู้รับจ้าง
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเครนก่อสร้างงานมอเตอร์เวย์ M82 จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ในขณะที่เกิดเหตุไม่ได้มีการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สาเหตุเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์ ความประมาท หรือเป็นเหตุสุดวิสัย และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เครนหล่นลงมาเกิดจากอะไร จึงจำเป็นต้องรอผลการสืบสวนทางนิติวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนเรื่องการยกเลิกสัญญาผู้รับจ้างนั้น ต้องรอผลสอบข้อเท็จจริง และหาให้ได้ว่าที่เครนถล่มลงมาเกิดจากความผิดพลาดจากอะไร เพราะมีการหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง ยืนยันว่าไม่ได้ปกป้อง หรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการเดินทางบนถนนพระราม 2 ให้กับประชาชน จึงหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ข้อสรุปว่า ทางที่ดีที่สุดจะปิดการจราจรช่องทางหลักบนถนนพระราม 2 ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดเหตุ 100% เบื้องต้น 60 วันหลังจากนี้ เพื่อดำเนินการรื้อถอนสะพาน 2 ช่วงที่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากการกระแทกของเครน และเร่งงานก่อสร้างโครงสร้างที่ค้างอยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนให้แล้วเสร็จ เพื่อนำอุปกรณ์ชั่วคราว และนั่งร้านขนาดใหญ่ออก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ จึงต้องขออภัยประชาชนด้วย และขอให้ศึกษาเส้นทางเลี่ยง ซึ่งมีหลายเส้นทาง เพื่อลดความแออัดของการจราจรบนถนนพระราม 2
ด้านนายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท. ได้เชิญผู้รับจ้าง และผู้ควบคุมงานมาสอบปากคำในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งได้สรุปสาเหตุของการเกิดเหตุเป็น 2 ประเด็นคือ 1.ไม่มีกระบวนการปิดทาง ผู้รับจ้างไม่แจ้งมายังสถานีรถไฟในระหว่างที่มีการก่อสร้างเคลื่อนตัวของเครน และ 2.วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเครนเป็นเครื่องมือสำหรับก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างต้องส่งเอกสารแจ้งรายละเอียด การทดสอบ และการบำรุงรักษา ยืนยันความพร้อมการใช้งานเป็นรอบประจำปี มายัง รฟท. ซึ่งครบรอบเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2569 แต่พบว่า ยังไม่มีการส่งเอกสารยืนยันดังกล่าวมายัง รฟท. อย่างไรก็ตามได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นให้กับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ของกระทรวงคมนาคมแล้ว และให้พิจารณาสรุปผลสอบข้อเท็จจริงต่อไป สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างสัญญา 3-4 ขณะที่อยู่ที่ 99.5% เหลืองานวางสแปนอีก 18 ตัว ระยะทางประมาณ 900 เมตร

ขณะที่นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี ทล. กล่าวว่า ทล.ได้ให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ สั่งเปลี่ยนทีมผู้ควบคุมการใช้งานเครนใหม่ ให้เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตรวจสอบอุปกรณ์และแบบคำนวณใหม่ทั้งหมด และขอความร่วมมือจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นบุคคลที่สาม เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเปิดให้บริการที่ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งเดิมมีแผนจะเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ M82 ตลอดเส้นทางในเดือน เม.ย.2569 ส่วนจะล่าช้าเท่าใด ยังไม่ได้ประเมิน
ด้านนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า วัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟ เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจากการสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้าของเครนเอียงล้ม และตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง โดยจะสรุปภายใน 45 วันหลังจากนี้ เช่นเดียวกับกรณีเครนก่อสร้างงานมอเตอร์เวย์ M82 ที่ต้องได้ข้อสรุปของสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากความผิดพลาดใด
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เรื่องสมุดพกผู้รับเหมา เป็นอำนาจของกรมบัญชีกลาง ซึ่งขณะนี้ได้ออกเป็นกฎกระทรวงแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดในระดับปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามในระหว่างที่รอการบังคับใช้สมุดพกผู้รับเหมา กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกรมบัญชีกลาง ว่าสามารถเพิ่มเติมบทลงโทษในสัญญาการก่อสร้างของหน่วยงานสังกระทรวงคมนาคมที่ดำเนินการก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ จากเดิมสัญญามาตรฐานของกรมบัญชีกลาง จะมุ่งเน้นบทลงโทษแต่เรื่องความล่าช้า และคุณภาพงานก่อสร้างเป็นหลัก โดยกระทรวงคมนาคมจะเพิ่มให้มีการจ่ายค่าปรับที่สูง หากมีอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต ส่วนจะปรับเพิ่มเป็นเท่าใดอยู่ระหว่างพิจารณา รวมถึงการเพิ่มเติมเรื่องยกเลิกสัญญาด้วย เพื่อให้ผู้รับจ้างมีความเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น



