สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่าบริษัทร่วมทุนใหม่ในชื่อ “ติ๊กต็อก ยูเอสดีเอส จอยเวนเจอร์ จำกัด” (TikTok USDS Joint Venture LLC) จะให้บริการกับผู้ใช้มากกว่า 200 ล้านคน และธุรกิจ 7.5 ล้านแห่งในสหรัฐ
โครงสร้างใหม่นี้เป็นการตอบสนองต่อกฎหมาย ที่บัญญัติในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งบังคับให้ไบต์แดนซ์ ผู้ประกอบการจากจีน ที่เป็นบริษัทแม่ของติ๊กต็อก ต้องขายกิจการในสหรัฐภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะเผชิญกับการถูกแบนในตลาดที่ใหญ่ที่สุด
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์แสดงความยินดี และอ้างว่าตนเป็นผู้มีส่วนสำคัญกับดีลดังกล่าว และกล่าวว่า มีความสุขมากที่ได้ช่วยกอบกู้ติ๊กต็อก และติ๊กต็อกจะเป็นของกลุ่มผู้รักชาติและนักลงทุนชาวอเมริกัน “ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” และจะเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญ นอกจากนั้น เขายังขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐ และอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวในที่สุด
BREAKING: TikTok announced Thursday it has completed a deal to spin off its U.S. operations — concluding a yearslong battle over access to the wildly popular video app for millions of Americans. https://t.co/UmUSHg0ceh pic.twitter.com/GTLvNezjWY
— ABC News (@ABC) January 23, 2026
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไบต์แดนซ์ยังคงถือหุ้น 19.9% ในกิจการร่วมค้า แต่ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่กฎหมายกำหนด โดยมีนักลงทุนรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ บริษัทออราเคิล และซิลเวอร์เลคของสหรัฐ และเอ็มจีเอ็กซ์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ถือหุ้นรายละ 15% รวมถึงบริษัทเดลล์ แฟมิลี ออฟฟิศ, บริษัทในเครือของซัสเควฮันนา อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป และเจเนอรัล แอตแลนติก และอื่น ๆ
กิจการร่วมค้าจะยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจ เกี่ยวกับนโยบายความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย และการควบคุมเนื้อหาสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ติ๊กต็อกจะรับผิดชอบการบูรณาการผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงอีคอมเมิร์ซและการโฆษณา
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐจะถูกจัดเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัยของออราเคิล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของรัฐบาลกลางสหรัฐ.
เครดิตภาพ : AFP



