สวัสดีวันหยุด! กับข่าวสารยานยนต์จากทุกมุมโลก ไปกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” เหมือนเช่นเคย ในแวดวงของข่าวสารโลกแล้ว ต้องยอมรับว่า คนที่พูดอะไรออกมาครั้งใด โลกก็จะต้องฟังทุกครั้ง ก็คือ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา นั่นเอง โดยสืบเนื่องจากนโยบายหลักของเขาก็คือ “Make America Great Again” หรือ “ทำอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” พ่อใหญ่ทรัมป์ก็ขยันออกนโยบายแรงๆ ที่แปลก และท้าทายออกมาให้เราได้กุมขมับอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมาก็คือ นโยบาย “กำแพงภาษี” ที่ใช้การกีดกัน ลดข้อได้เปรียบ เพื่อสร้างความลำบากให้กับใครที่คิดจะแหยมสหรัฐฯ แน่นอนว่า คนที่โดนแรงกว่าเพื่อนก็คือ “จีน”

                แต่เปิดปีใหม่มานี้ พ่อใหญ่มาแปลก แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเกิดเปลี่ยนใจเชิญชวนให้จีน เข้ามาเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาซะงั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะแทนที่นโยบาย กีดกันด้วยกำแพงภาษี จะช่วยกระตุ้นให้ นำการผลิตต่างๆในสหรัฐฯฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง (เหมือนตอนที่ทรัมป์ยังหนุ่ม) แต่มันก็ติดที่ว่า ส่วนประกอบต่างๆที่สำคัญในโลกนี้ มันย้ายไปผลิตในจีนมาตั้งนานแล้ว การใช้กำแพงภาษีกลับกลายเป็นหันมาทิ่มแทงคนอเมริกันเสียเอง

                ดังนั้นการกลับลำในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะทรัมป์ถึงกับเอ่ยปากในงานของ “สมาคมเศรษฐกิจแห่งเมืองดีทรอยท์” เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาว่า “Let China Come in.” มันคือการเชิญชวนให้รถยนต์จีนเข้ามาลงทุนเปิดโรงงาน มันคือการนำเงินมาลงทุน และสร้างงานใหม่ให้กับคนอเมริกัน และมันจะช่วยให้มีการแข่งขันสูงขึ้น และรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกลง ซึ่งคนอเมริกันจะได้ประโยชน์แน่นอน

                แน่นอนว่ามีคนรับลูกทันที ไม่ว่าจะเป็น BYD ,เสียวมี่ (Xiaomi) และ จีลี่ (Geely) ซึ่งจีลี่ ที่เป็นบริษัทแม่ของรถยนต์สวีเดนอย่าง “วอลโว่” (Volvo) ก็ได้กล่าวไว้ก่อนแล้วในงานแสดงสินค้าทางอิเล็คทรอนิกส์ที่ยิ่งใหญ่อย่างงาน CES เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า พวกเขากำลังประเมินการเข้าสู่สหรัฐอเมริกาอย่างจริงจัง

                แน่นอนว่าเมื่อพ่อใหญ่ เอ่ยปากออกมาแบบนี้ เจ้าตลาดเดิมก็ต้องสะดุ้ง ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “ฟอร์ด” (Ford) เพราะฟอร์ดพึ่งจะปรับนโยบาย ยกเลิกข้อตกลงกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่ทำไว้กับบริษัท LG ในการจัดหาแบตเตอรี่ให้กับฟอร์ด เป็นจำนวนถึง 34 จิกะวัตต์ชั่วโมง (สามหมื่นสี่พันล้านวัตต์ชั่วโมง) หรือเป็นจำนวนเพียงพอสำหรับรถไฟฟ้าราว 5 แสนคัน ในช่วงปี 2026-2030 ส่วนหนึ่งพวกเขาอ้างว่าความต้องการรถไฟฟ้านั้นชลอตัวลงจากการที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยกเลิกเครดิตเงินอุดหนุนภาษีรถไฟฟ้ากว่า 2.3 หมื่นล้านบาทไป รวมรัฐบาลเองก็ผ่อนคลายกฏด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงไป เพื่อต่อชีวิตให้กับรถเครื่องยนต์สันดาป

                ซึ่งการผ่อนปรนในลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปเช่นกัน เพราะจากเดิมตั้งเป้าการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยให้รถยนต์ทั้งหมดที่ขายในยุโรปในปี 2035 เป็นไฟฟ้าหมด ก็เหลือเพียง 90%

                ดังนั้นกลยุทธ์ของฟอร์ดที่จะ “ถอยหลัง เพื่อพุ่งไปข้างหน้า” ทบทวนนโยบายเดิมจากที่เคยตั้งเป้าไว้ว่า จะเปลี่ยนแปลงรถยนต์ “ทั้งหมด”ของพวกเขาไปเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า ในแบบเทหมดหน้าตัก ไปเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าให้เหลือเพียงกับตลาดที่สมเหตุสมผลเท่านั้น และพัฒนารถไฟฟ้าที่มีราคาย่อมเยาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งหน้าใหม่เองก็อาจจะต้องคิดใหม่อีกรอบ เพราะถ้าแบรนด์จีนเข้ามาเปิดโรงงานจ่อถึงหน้าบ้าน อาจจะไม่มีที่ยืนให้กับเขาอีกเลยก็เป็นไปได้

                แต่! จากที่หวังไว้ว่า โรงงานจีน เข้ามาเปิดโรงงานในสหรัฐ แล้วหวังจะให้มีการจ้างงาน ก็ไม่แน่ว่า อาจจะมีน้อยกว่าที่คาด เพราะอาจจะมีแต่หุ่นยนต์ทำงานในโรงงาน แทนที่จะไปจ้างคนงานอเมริกันที่แสนมากเรื่องก็ได้ ใครจะรู้