สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่าผู้รายงานพิเศษและผู้เชี่ยวชาญหลายคน ร่วมกันเน้นย้ำถึงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชาวอุยกูร์ คาซัค และคีร์กีซ รวมถึงชาวทิเบต ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ละส่วนอื่น ๆ ของจีน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานโดยรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ในหลายจังหวัดของจีน อย่างต่อเนื่อง ในหลายกรณี องค์ประกอบของการบีบบังคับนั้น “รุนแรงมาก” จนอาจเข้าข่ายการบังคับย้ายถิ่นฐาน และ/หรือการเป็นทาส ซึ่งเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยถูกกระทำผ่าน “โครงการบรรเทาความยากจนด้วยการโยกย้ายแรงงาน” ของรัฐบาล

แรงงานเหล่านี้ถูกเฝ้าติดตาม สอดส่อง และเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบ รวมถึงไม่มีทางเลือกที่จะปฏิเสธหรือเปลี่ยนงาน เนื่องจากความหวาดกลัวต่อการลงโทษ และการจับกุมโดยพลการ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แผนพัฒนา 5 ปีของซินเจียง (2564-2568) คาดการณ์ว่า จะมีการโยกย้ายแรงงาน 13.75 ล้านครั้ง และเสริมว่า ตัวเลขจริงนั้นสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ชาวทิเบตเองก็ตกอยู่ภายใต้การใช้แรงงานบังคับผ่านโครงการที่คล้ายคลึงกัน โดยตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 650,000 คน

รายงานระบุว่า ชาวทิเบตประมาณ 3.36 ล้านคน ยังถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐานผ่าน “โครงการโยกย้ายทั้งหมู่บ้าน” ระหว่างปี 2543-2568 โดยรัฐบาลบังคับให้พวกเขาสร้างบ้านใหม่ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์เร่ร่อน กลายเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานถาวร.

เครดิตภาพ : AFP