เมื่อวันที่ 24 ม.ค. จากกรณีสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในอาคารร้างพร้อมกับลูกชาย 4 ขวบ โดยสองสามีภรรยามักจะกินเหล้าเมาและทุบตีกันเป็นประจำ กระทั่งกลางดึกที่ผ่านมา พบศพภรรยาในสภาพโดนทุบศีรษะจนกะโหลกยุบอยู่ในบ้านร้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ควบคุมตัวสามีที่อยู่ในอาการเมามาสอบสวนยังให้การปฏิเสธ และให้การวกไปวนมา ตำรวจจึงแจ้งข้อหาเบื้องต้น เมาประพฤติตนวุ่นวาย ควบคุมตัวไว้ในห้องขัง สภ.เมืองอุดรธานี ส่วนลูกชาย 4 ขวบ ให้นอนอยู่ที่ห้องสืบสวน

ล่าสุด พ.ต.ต.บรรเทิง ทัพโยธา สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.อุดรธานี ได้สอบถาม เด็กชาย 4 ขวบ เล่าว่า เมื่อคืนเห็นพ่อเอาด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวตีแม่ ซึ่งแม่ร้องไห้ด้วย หลังตีเสร็จพ่อก็เอาไม้กวาดทิ้งออกทางหน้าต่าง ซึ่งพ่อตีแม่บ่อย เจ้าหน้าที่จึงนำเด็กชาย 4 ขวบ ไปที่เกิดเหตุ และพบไม้กวาดทางมะพร้าวอยู่นอกหน้าต่างมีรอยแตกคล้ายโดนทุบจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมายาย อายุ 71 ปี แม่ของผู้ตาย เดินทางมาพบตำรวจเพื่อมาติดต่อขอรับศพลูกสาวไปบำเพ็ญกุศล เล่าว่า ทั้งคู่จะทะเลาะกันตลอด ลูกเขยจะทำร้ายร่างกายลูกสาวประจำ ไม่นานก็คืนดีกัน หนักเข้าก็ขู่ฆ่าพ่อตาแม่ยายยกครัวจนชาวบ้านเอือมระอา จึงไล่ทั้งสองออกจากบ้าน ซึ่งทั้งสองก็ไปทำงานก่อสร้างในตัวเมืองอุดรธานี และมารู้ข่าวว่าลูกสาวถูกทุบหัวตาย

“ยายมั่นใจว่าเป็นฝีมือลูกเขยเป็นคนฆ่า ถ้าลูกสาวรับรู้ได้ก็จะบอกว่า หมดเวรหมดกรรมแล้ว ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับคนนี้อีก ให้ไปดีมีสุข ส่วนลูกเขยก็ขอให้รับกรรมกับสิ่งที่ทำลงไปให้สาสม ให้ตำรวจดำเนินคดีถึงที่สุด ส่วนหลานชายวัย 4 ขวบ คงจะรับเลี้ยงดูไม่ไหว เพราะยายแก่แล้ว มีรายได้เพียงเงินคนชรา ต้องดูแลลูกพิการ และสามีป่วยอัลไซเมอร์ หลานอีก 2 คน คงดูแลหลานเพิ่มอีกไม่ได้ ฝากให้ พมจ.อุดรธานี รับตัวไปดูแล”

พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า จากการสืบสวนสอบสวนผู้ตายโดนสามีทำร้ายร่างกายมาตลอด ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 68 ผู้ตายถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเลือดคลั่งในสมอง ผ่าตัดเอากะโหลกด้านหลังออก แต่ผัวกลับมาแจ้งความวันที่ 3 ต.ค. 68 ว่าภรรยาโดนใครไม่รู้ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในแคมป์คนงานก่อสร้าง ชุมชนโพธิ์สว่าง เขตเทศบาลนครอุดรธานี หลังออกจากโรงพยาบาล ภรรยาบอกว่าโดนสามีทำร้าย หลังจากสอบสวนปากคำพยานแวดล้อมหลายปาก บ่งชี้ว่าสามีเป็นผู้ก่อเหตุทุบหัวบริเวณไม่มีกะโหลกซ้ำจนถึงแก่ความตาย แม้ว่าจะปากแข็งปฏิเสธก็ตาม ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป