บรรยากาศหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก แกนนำพรรคแต่ละพรรคแตกตัวดาวกระจายไปหาเสียงตามพื้นที่ต่างๆ อย่างเพื่อไทย “อดีตนายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร ก็ไปเชียงใหม่ “หัวหน้าหนิม”จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค หาเสียงในกรุงเทพ ส่วน“ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ หาเสียงที่อีสาน

เพื่อไทยมีกระแสจากการประกาศนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีแทนการบังคับ ด้วยการสุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท และอีก 4 รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน ได้แก่ 1.เกษตรกร 2.ผู้สูงอายุ 3.อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ฯลฯ 4. ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ 1 ล้านบาทเช่นกัน โดยใช้เงินต่อหนึ่งปี 3,285 ล้านบาท

เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า นายธเนศ เครือรัตน์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 เบอร์ 3 ได้รับการร้องเรียนจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หลายราย เกี่ยวกับพฤติกรรมการวางตัวไม่เหมาะสมและไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการระดับสูงบางราย ซึ่งเพิ่งถูกโยกย้ายมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน

พบพฤติกรรมสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ข่มขู่และกดดันกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ตนให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน 2 มีการนำเสื้อของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไปมอบให้กำนันและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งชี้นำ โน้มน้าวให้สนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว 3 มีการเสนอค่าตอบแทน รวมถึงตำแหน่งหรือบทบาทในการทำงาน เพื่อแลกกับการช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคที่ตนสนับสนุน ขอให้มหาดไทย – กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โปร่งใส
ที่โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก จ.ร้อยเอ็ด ยศชนันปราศรัย ช่วย “เบียร์”ชญาภา สินธุไพร ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด เขต8 เบอร์6 พรรคเพื่อไทยหาเสียง ตอนหนึ่งว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย ทำให้ใน 1 วันจะมีเศรษฐีเงินล้าน 9 คน ขอแค่มีใบเสร็จอย่างเดียว เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้ถูกต้อง ว่า วันนี้ซื้อของที่ไหนของราคาแพงหรือไม่ เพื่อจะดูแลค่าใช้จ่ายประชาชนทุกคน นี่คือการรวบรวมข้อมูลฐานใหญ่ทั้งระบบครั้งแรกของประเทศไทย

ต่อมา ที่สนามกีฬากลางจังหวัดยโสธร ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายเศรษฐีวันละ 9 คน เป้าหมายเรื่องนี้คือการรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการซื้อขายต่างๆ เพื่อเราสามารถดูกลไกราคา เมื่อทุกคนรับใบเสร็จเข้าระบบ จะให้ข้อมูลต่างๆ เช่น ที่ไหนของแพง ที่ไหนคึกคัก เราให้คนที่มีเศรษฐกิจอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบ รู้การใช้จ่ายทำให้เราคาดหมายในเรื่องของจีดีพีรายรับ รายจ่ายต่างๆได้ และสามารถออกแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ดีที่สุด
“สำหรับเรื่องงบประมาณก็จากการนำเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบมาอยู่ในระบบ ซึ่งทุกอย่างทางทีมงานได้ดูตรงนี้แล้ว และจะส่งเรื่องนี้ให้ กกต. เรามีความมั่นใจทำได้ ทำการศึกษา และการประเมินมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา ดูข้อกฎหมายแล้ว ไม่ติดขัด ดูวิธีการเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อถามย้ำว่า นโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการขายฝันนำมาเรียกคะแนนเช่นเดียวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ยศชนัน ตอบว่า เรื่องนี้จึงต้องสื่อสารให้มาก ว่าจะมีงบประมาณหมุนเวียนจากที่เคยอยู่นอกระบบเข้ามาในระบบ จะทำให้เราสามารถดูแลตรงนี้ได้ และได้คำนวณมาแล้วว่าสามารถทำได้ การแจกจะแจกไปเรื่อยๆ ทุกปี ดูจากระบบฐานภาษี เรื่องนี้เกี่ยวกับการรวมศูนย์ข้อมูล การจะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ หากเรารู้ค่าใช้จ่ายของทุกคน และรู้ว่าการค้าแต่ละที่เป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถช่วยเหลือประเทศได้มากขึ้น นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน
พรรคที่มีแอคชั่นต่อนโยบายนี้ทันทีคือประชาธิปัตย์ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “คุณจุลพันธ์บอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาทนี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการสุ่มเลือกจากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยนลุคใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร. ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม”

“หัวหน้ามาร์ค”อภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายเดียวกันนี้ว่า พยายามพิจารณาว่าเหตุผลในเชิงนโยบายสาธารณะ และประโยชน์เชิงเศรษฐกิจคืออะไร หากแจกวันละ 9 ล้านบาท 1 ปีใช้งบประมาณสามพันกว่าล้านบาท หากนำเงินดังกล่าวไปให้ประชาชน 1,000,000 คน เพื่อปรับปรุงทักษะจะดีกว่า การทำให้ประชาชนรู้สึกรวยขึ้นมาเฉียบพลันได้วันละ 9 คน แต่ในแง่เศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน และความเป็นธรรมนั้น เงินจำนวนนี้นำไปใช้ประโยชน์อื่นน่าจะดีกว่า
“พรรคประชาธิปัตย์ก็มีนโยบายและแนวทางการเมืองที่จะสื่อสารช่วงท้ายของการหาเสียง แต่ยังขอไม่เปิดเผย เพราะเป็นเรื่องสำคัญ”

“ไหม”ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.) กล่าวว่า โครงการของเพื่อไทยก็จะคล้าย ๆ กับโครงการหวยใบเสร็จ ของพรรค ปชน.ซึ่งเรามีระบบที่ทำให้ธุรกิจขนาดย่อมเหล่านั้นเติบโตได้ ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะต้องจ่ายลดลง มีกลไกที่จะให้ขอสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยต่ำหรือเป็นเงินกู้ฉุกเฉิน แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยไม่เห็นมีอะไรต่อเนื่องจากการแจก
“ส่วนที่แจกให้กับเกษตรกรหรือผู้สูงอายุไม่แน่ใจว่าจะให้ทะเบียนอะไรอีก เพราะว่าที่ผ่านมาโครงการต่างๆของประเทศไทยก็มีการเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ลงทะเบียนเพื่อรับเงินจากทางรัฐบาลไปแล้ว หากมองในแง่งบประมาณ ใช้ไม่มาก ทั้งโครงการใช้เพียงแค่ปีละ 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่ต้อง ไปที่ประสิทธิภาพของโครงการมากกว่า เพราะคนที่ได้รับประโยชน์มีเพียงแค่ 2,000 คนต่อปี โอกาสที่จะถูกรางวัลมีน้อยก็อาจจะ ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้คนเข้าไปอยู่ในระบบ”

นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า นโยบายรวยทุกวันเงินล้านเก้าคน แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงโครงสร้างใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม แม้ตัวเลขจะดูหวือหวา แต่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้จริง และไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แตกต่างจากนโยบายที่มุ่งเสริมศักยภาพการผลิต การสร้างงาน หรือการยกระดับรายได้ในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
“เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปในลักษณะคล้ายการละลายงบประมาณทิ้งเปล่า ไม่มีผลคูณทางเศรษฐกิจ และยังสร้างความน่ากังวลที่จะผลักการเมืองกลับไปสู่ประชานิยมแบบสุดโต่ง แข่งขันกันด้วยการแจกเงินมากกว่านำเสนอนโยบายเชิงระบบที่ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อฐานะการคลังของประเทศ
ส่วนเหตุผลที่อ้างว่านโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะในทางปฏิบัติ เนื่องจากการขยายฐานภาษีสามารถทำได้หลายแนวทาง อาทิ การปรับปรุงระบบข้อมูล การสร้างแรงจูงใจทางภาษี การลดความซับซ้อนของขั้นตอน การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย หรือการเชื่อมโยงสวัสดิการของรัฐกับสถานะผู้เสียภาษี ไม่จำเป็นต้องแจกเงิน

สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายนี้เปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมกันพิจารณาถึงผลในเชิงโครงสร้างในระยะยาว การให้ลุ้นเงินล้าน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ทั้งเกษตรกร ผู้ทำประโยชน์สาธารณะ ผู้สูงอายุ ผู้เสียภาษี และประชาชนที่ใช้จ่ายมีใบเสร็จ สามารถสร้างความหวังรายวันให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนในการเข้าร่วม ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมในระดับสูง
หากระบบใบเสร็จดิจิทัลและฐานข้อมูลสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐจะมีข้อมูลสำคัญด้านราคาสินค้า ค่าครองชีพ และพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายในอนาคต กลุ่มเปราะบางบางส่วนอาจยังเข้าถึงนโยบายได้จำกัด ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐอาจต้องออกแบบกลไกเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”



