เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “โค้งสุดท้าย” ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญที่ “ความรู้สึกทางการเมือง” ของประชาชนเริ่มแปรสภาพเป็น “การตัดสินใจ” อย่างเป็นรูปธรรม จากการวางทับข้อมูลของหลายสำนักโพลกับงานศึกษาทางรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ร่วมสมัย เราเห็นภาพร่วมที่ชัดขึ้นว่า การเมืองไทยรอบนี้กำลังเคลื่อนจากการเลือกด้วยอารมณ์ไปสู่การเลือกด้วยเหตุผลหลายมิติพร้อมกัน
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านอย่างน้อย 5 ปรากฏการณ์สำคัญต่อไปนี้
- ฐานนิยมของกลุ่มการเมืองหลักเพิ่มแบบ “นิ่ง–นำ” คะแนนจากความมั่นใจมากกว่าแรงกระเพื่อมชั่วคราว ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า ฐานผู้ตั้งใจไปใช้สิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ฐานคะแนนของกลุ่มการเมืองหลักบางกลุ่มขยับขึ้นในลักษณะเรียบ นิ่ง และไต่ระดับ ไม่ใช่พุ่งเป็นช่วง ๆ สิ่งนี้มักเกิดจากการผสานกันของ “ทุนความคุ้นเคย เครือข่ายพื้นที่ และสมรรถนะเชิงปฏิบัติ” ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งตัดสินใจบนฐานความมั่นใจว่าบริหารได้ มากกว่าการตอบสนองต่อกระแสระยะสั้น
นัยสำคัญต่อประชาธิปไตย: คะแนนนิ่งไม่ใช่ “ชนะด้วยเสียงดัง” แต่คือ “ชนะด้วยความเชื่อถือ” และยิ่งได้เปรียบเมื่อฐานคนลังเลค่อย ๆ ลดลงในช่วงโค้งสุดท้าย
- การเมืองเชิงอนาคต (Future-oriented voting): ผู้มีสิทธิเลือกคนที่ “เห็นภาพพรุ่งนี้” หลายโพลสะท้อนตรงกันว่า “ภาพผู้นำและวิสัยทัศน์ประเทศ” มีผลต่อความตั้งใจเลือกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ โอกาสงาน ความทันสมัยของรัฐ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง นี่คือการลงคะแนนแบบหวังอนาคตมากกว่าถกเถียงอดีต และมักเร่งตัวเมื่อการสื่อสารนโยบายเข้มข้นขึ้นใกล้วันเลือกตั้ง
นัยสำคัญต่อประชาธิปไตย คือ ระบบการเมืองเริ่มถูกประเมินด้วย “สมรรถนะและวิสัยทัศน์” มากกว่าความชอบ–ชังเพียงมิติเดียว
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับการเมืองเชิงศีลธรรม: เมื่อสังคมลงคะแนนเพื่อยืนยันบรรทัดฐาน อีกปรากฏการณ์ที่พบได้ในหลายประเทศคือ เมื่อสังคมรับรู้การโจมตีเชิงส่วนตัวหรือการบูลลี่ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม” อาจแปรเป็นแรงสนับสนุนทางการเมือง ไม่ใช่เพราะความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะประชาชนกำลัง “ลงคะแนนให้บรรทัดฐาน” ว่าการเมืองควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นัยสำคัญต่อประชาธิปไตย คือ การหาเสียงแบบทำร้ายกันเริ่มกลายเป็นต้นทุนและความสูญเสียมากกว่าอาวุธ และสังคมให้รางวัลกับการเมืองที่มีวุฒิภาวะ
- ทางเลือกใหม่โตพร้อมกัน: วัฏจักร “ความใหม่–ความหวัง–ตลาดนโยบายที่เปิดกว้าง” ข้อมูลจากหลายสำนักชี้ว่า ทางเลือกใหม่ในระบบการเมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นพร้อมกัน สะท้อนว่า “ตลาดการเมืองยังเปิด” และประชาชนจำนวนหนึ่งกำลังมองหาความสดใหม่ของทีมการเมือง ภาษานโยบายที่เข้าใจง่าย และการแข่งขันเชิงเนื้อหาที่แท้จริง เมื่อปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกแก้ถึงแก่น พรรคหรือกลุ่มการเมืองหน้าใหม่จึงกลายเป็นพื้นที่ฉายภาพความหวัง (hope projection)
นัยสำคัญต่อประชาธิปไตย คือ การแข่งขันเชิงนโยบายเข้มแข็งขึ้น และทุกฝ่ายถูกบังคับให้ยกระดับมาตรฐานการเมือง
- บัตรสองใบกับการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์: เสียงประชาชน “ละเอียดขึ้น” ผู้มีสิทธิส่วนใหญ่ยังเลือกให้สอดคล้องกันทั้งสองใบ แต่มีสัดส่วนมากที่เลือก “คนละเหตุผล” ระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ เช่น ชอบผู้แทนพื้นที่ แต่เลือกนโยบายภาพใหญ่จากอีกกลุ่มหนึ่ง นี่คือสัญญาณของผู้มีสิทธิที่คิดเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้เสียงประชาชนละเอียดขึ้นและลดการเมืองแบบเหมารวม
แล้วข้อโต้แย้งเรื่อง “กระสุน” ล่ะ? มีคำถามจากสังคมว่า คะแนนที่ขยับเกิดจาก “เงินซื้อเสียง” หรือไม่ คำตอบเชิงวิชาการที่เป็นธรรมที่สุดคือ ใช่—การซื้อเสียงยังมีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ไม่เพียงพอที่จะอธิบาย “พลวัตภาพรวมทั้งประเทศ” ในรอบนี้
เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อย 4 ประการ หนึ่ง หากเงินเป็นตัวแปรหลัก เรามักเห็นคะแนนพุ่งเป็นหย่อม ๆ แกว่งแรงระยะสั้น และเกิดค่าผิดปกติทางสถิติของข้อมูล (outlier) สูงเฉพาะพื้นที่ แต่ข้อมูลรอบนี้สะท้อนการขยับแบบเรียบ นิ่ง และเป็นระบบ พร้อมกับฐานคนลังเลที่ค่อย ๆ ลดลง ซึ่งเป็นรูปแบบของ structural shift มากกว่าคลื่นชั่วคราว
สอง เงินทำให้ “รับ” ได้ แต่ควบคุม “การกาในคูหา” ได้ยาก โดยเฉพาะในระบบบัตรลับและบัตรสองใบ งานวิจัยจำนวนมากพบว่า vote buying ≠ vote controlling ประชาชนจำนวนมากรับเงินได้ แต่เลือกตามเหตุผลของตน
สาม รอบนี้มีสัญญาณที่เงินอธิบายไม่ครบ ได้แก่ ฐานลังเลลดลงพร้อมกันในหลายพื้นที่ ทางเลือกใหม่โตพร้อมกัน และการใช้บัตรสองใบแบบแยกเหตุผล ทั้งหมดสะท้อนการคิดเชิงประเมินคุณภาพ
สี่ ภาพรวมบ่งชี้ว่าคนไทยจำนวนมากกำลังเปรียบเทียบนโยบาย ประเมินเสถียรภาพ มองอนาคต และให้ค่าน้ำหนักกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
กล่าวโดยสรุป การเมืองไทยกำลังขยับจากการเมืองแบบแลกเปลี่ยน (transactional politics) ไปสู่การเมืองแบบประเมินคุณภาพเชิงนโยบาย (evaluative politics)
โค้งสุดท้ายก่อน 8 กุมภาพันธ์ 2569 การเมืองไทยกำลังชัดขึ้นใน 3 แกนใหญ่ ได้แก่ แกนเสถียรภาพ—เชื่อถือ ทำงานได้ เครือข่ายพื้นที่ แกนอนาคต—วิสัยทัศน์ การปรับประเทศให้ทันโลก และแกนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรม—ต่อต้านการทำร้ายกัน ยืนข้างบรรทัดฐานประชาธิปไตย
คำตอบสุดท้ายจะถูก “ล็อก” ในคูหา ไม่ใช่บนโลกโซเชียล
ข้อเสนอเชิงระบบเพื่อประชาธิปไตยไทยที่สง่างาม ต่อประชาชน คือ ใช้สิทธิด้วยข้อมูล ไม่ใช่คลิปตัดตอน และใช้บัตรทั้งสองใบอย่างมีสติ เลือก “คนที่ไว้ใจ” และ “นโยบายที่อยากให้เกิด”
ต่อผู้แข่งขันทางการเมืองทุกฝ่าย ควรแข่งขันด้วยนโยบายที่ทำได้จริง ทีมที่รับผิดชอบได้จริง และตัวเลขที่ตรวจสอบได้ พร้อมหยุดการโจมตีศักดิ์ศรีส่วนบุคคล เพราะสังคมกำลังให้รางวัลกับการเมืองที่มีวุฒิภาวะ
ต่อสื่อและผู้มีอิทธิพลทางความคิด ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความจริง ลดการขยายดราม่า และเพิ่มพื้นที่เนื้อหาและวิสัยทัศน์
ต่อหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง ควรสื่อสารกติกาให้เข้าใจง่าย ครอบคลุมทุกพื้นที่ และลดความเสี่ยง “เสียสิทธิ” โดยไม่ตั้งใจ
ผมขอฝากเป็นข้อคิดเอาไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกใคร แต่คือการเลือกคุณภาพการเมืองของประเทศ เมื่อคะแนนขยับด้วยเหตุผล ประชาธิปไตยย่อมก้าวหน้า และเมื่อประชาชนคิดเป็น ประเทศย่อมเดินได้ไกลกว่าเดิมอย่างยั่งยืน



