กกต.จะจัดให้พรรคแสดงความเห็นเรื่องการทำประชามติในวันที่ 27 ม.ค. 2569 เวลา 10.30 น. ถ่ายทอดออกช่อง NBT ด้วย สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องแก้ ม.256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งเรื่องแก้ ม.256 เป็นวาระที่ค้างอยู่ในการประชุมร่วมรัฐสภา เกิดจากการโหวตในเรื่องอำนาจของวุฒิสภาในการผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ( ม.256/28 ) สส.จะตัดอำนาจ สว.ออก แต่ สว.ไม่ยอม ภูมิใจไทยไปโหวตให้ยังต้องคงเสียง สว. 1 ใน 3 เพื่อผ่านรัฐธรรมนูญใหม่
ทำให้ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประกาศจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงให้โดนโหวตไม่ไว้วางใจ นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนยื่นญัตติ ดังนั้น ก็ต้องกลับมาดูว่า รัฐบาลใหม่จะให้กฎหมายตกไป หรือใช้กลไกรัฐธรรมนูญ ม.147 ตามวรรคสอง คือ ครม. ชุดใหม่ที่ตั้งหลังการเลือกตั้ง ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ตกไป ภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป
เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบ ก็ให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวต่อไปในวาระที่ค้างไว้ แต่แนวโน้มที่อาจให้ปล่อยตกแล้วยื่นญัตติใหม่ก็มีอยู่ เพราะร่างที่ค้างสภา โหวตผ่านเรื่องการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ให้หลังยกร่าง กลับมาให้สภาพิจารณาก่อนทำประชามติ ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ด้วย
ถ้ายื่นใหม่ก็อาจทบทวนเรื่องที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปด้วย ซึ่งตามร่างที่ยังอยู่ในสภา ใช้ กมธ.สองชุด คือ กมธ.ยกร่าง และ กมธ.การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งสองชุดมีสมาชิก 35 คน การเลือกใช้สูตรเลือก 20 หยิบ 1 คือ สส., สว. รวมตัวกันให้ได้ 20 คน เลือก กมธ.ชุดละ1 คน ไม่กำหนดวิธีการรวมกลุ่ม
เมื่อเปิดสภาแล้ว จึงต้องมาดูท่าทีของพรรคที่เป็นแกนนำยื่นแก้รัฐธรรมนูญ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ( ปชน.) จะเอาสูตรเดิมหรือไม่ ตัวแปรสำคัญอาจเป็นจำนวน สส.ของแต่ละพรรค หรือ สส.ที่จับขั้วกันหลังเลือกตั้ง จะรวมเสียงอย่างไรให้ชนะ “พรรค สว.” ที่เลือก กมธ.ได้แล้วชุดละ 10 คน พรรคการเมืองขั้วที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในทางเดียวกันก็ต้องรวมเสียงให้ได้อย่างน้อยน่าจะ 300 คน เพื่อได้ กมธ.ชุดละ 15 คน หรือต้องให้ได้ถึง 20 คน เพื่อกุมเสียงข้างมาก
แต่อย่างไรก็ตาม กับดักสำคัญที่ฝ่ายนักการเมือง สส. ยังไม่รู้จะปลดล็อคอย่างไรคือ ด่านเสียง 1 ใน 3 ของ สว. นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. ยืนยันว่า “สว.ต้องมีอำนาจเป็นเบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญใหม่ ไม่เปิดช่องพวกมากลากไป แก้กติกาได้โดยไร้คนคันค้าน และเสียง 1 ใน 3 เป็นหลักประกันว่า การแก้ไขกติกาไม่ใช่ผ่านเพราะมติพรรคสั่ง” ดูท่าทาง สว. จะไม่ยอมให้ตัดอำนาจของตัวเองง่ายๆ จะปรับจูนเจรจาอย่างไร เพราะแก้ ม.256 วาระสามอย่างไรก็ใช้ใบผ่านทางจาก สว.
การจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ยังเจอคำถามเดิมซ้ำซากว่า จะหาทางแก้ไขหมวด 1 , 2 ที่ไปกระทบต่อพระราชอำนาจหรือไม่ และคำถามที่ว่า ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากการยกร่างใหม่ เป็นนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์จากรัฐธรรมนูญปี 60 หรือไม่ และจะยกร่างใหม่เพื่อยกเลิกหมวดจริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่ หลายคำถามตามมา เรื่องเหล่านี้เป็นความวิตกที่ฝ่ายหนุนการยกร่างใหม่ต้องชี้แจงสังคมด้วย รวมถึงการชี้แจงว่า“การยกร่างใหม่มีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร”ไม่ใช่ให้ถูกครหาว่า วนเวียนแต่จะแก้กติกาให้ถูกใจนักการเมือง ทีแก้รายมาตราเรื่องวิธีเลือกตั้งก็เห็นทำได้
ทั้งด่าน สว.ทั้งด่านทำความเข้าใจต้องผ่านให้ได้ ทำความเข้าใจไม่พอ รัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจถูกประชามติคว่ำ.



