เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเป็นทางการ หลัง “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภ.) โดยนำโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีมูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท เข้าร้องเรียนองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ การทุจริตและคอร์รัปชัน

โดย “นพ.วรงค์” กล่าวภายหลังการเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยการทุจริต และการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI PASSPORT โดยนำหลักฐานประกอบด้วย ข้อมูลขอบเขตของงาน (TOR) จำนวน 33 แผ่น เอกสารอภิปรายในสภา และหลักฐานเกี่ยวกับศักยภาพของบริษัทสื่อรายใหญ่ว่า ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเงื่อนไขใน TOR ว่ามีการกำหนดคุณสมบัติเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย จนเกิดความได้เปรียบหรือไม่ โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา (รวม 6,000 จอ) ซึ่งใกล้เคียงกับศักยภาพของบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ที่เคยระบุว่าสามารถโฆษณา ผ่านร้านสะดวกซื้อได้ไม่น้อยกว่า 2,000 สาขา

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า บริษัท แพลน บี ไม่ได้เข้าร่วมประมูลโดยตรง แต่บริษัทที่ชนะการประมูล มีความเชื่อมโยงที่สามารถดึงศักยภาพ ของแพลน บีมาใช้ได้ มีบริษัทเข้าร่วมประมูล 3 แห่ง ซึ่งเสนอราคาใกล้เคียงกัน และไม่ต่างจากราคากลางอาจมีการสมยอม ในการเสนอราคา (ฮั้วประมูล) นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดทำราคากลาง และความขัดแย้งระหว่าง TOR กับสัญญาแนบท้าย จึงขอให้รัฐบาลยกเลิกการประมูลเดิม แก้ไข TOR ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและโปร่งใส ก่อนเปิดประมูลใหม่ เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ตั้งแต่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอี คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ตลอดจนนิติบุคคลและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่ารัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบเชิงนโยบายได้

ขณะที่ก็มีการเปิดข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “นพ.วรงค์” หลังเคยออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ สส. และสว. ในเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ และเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล แต่จากการตรวจสอบเคยรับเงินบำนาญจากกระทรวงการคลังนับล้านบาท โดย “นพ.วรงค์” เคยดำรงตำแหน่ง สส. จ.พิษณุโลก จำนวน 3 สมัย คือ 6 ก.พ. 2548 ถึง 24 ก.พ. 2549 สมัยที่สอง 23 ธ.ค. 2550 ถึง 10 พ.ค. 2554 สมัยที่สาม 3 ก.ค. 2554 ถึง 8 ธ.ค. 2556 รวม 6 ปี 10 เดือน 10 วัน ดังนั้นจึงมีสิทธิขอเบิกจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ ในช่วงที่สอบตก ไม่ได้เป็น สส. ทั้งหมด 10 ปี 10 เดือน 10 วัน

โดย นพ.วรงค์ รับเงินทุนเลี้ยงชีพ 1.รับเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามข้อ 39 (2) ระเบียบคณะกรรมการกองทุน พ.ศ. 2567 ในอัตราเดือนละ 24,930.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2556 ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2558 2. รับเงินทุนเลี้ยงชีพข้อ 39 (2) ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ในอัตราเดือนละ 12,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2563 และ 3. รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามข้อ 29 (3) ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ในอัตราเดือนละ 24,930.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 ถึงวันที่ 7 ก.พ. 2569 รวมทั้งหมด 1,974,408.05 บาท ทั้งนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการสภา ได้ระงับการจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2569 เนื่องจาก นพ.วรงค์ กลับเข้ามามีสมาชิกภาพ สส.อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า “นพ.วรงค์” ยังมีประวัติยื่นขอรับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ในปี 2557 รวม 3 ครั้ง คือครั้งที่ 1 จำนวน 2,384 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 4,348 บาท ครั้งที่ 3 จำนวน 4,742 บาท รวม 11,474 บาท รวมทั้งหมดที่ นพ.วรงค์ ได้ใช้สิทธิเบิกจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ และ เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ที่มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชน รวมทั้งหมด 1,985,882.05 บาท เลยมีคำถามตามมา หลัง นพ.วรงค์ เรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ เป็นการสร้างภาพหรือไม่

ต้องยอมรับว่า กระบวนการตรวจสอบแต่ละฝ่าย มีความเข้มข้น ไม่มีใครยอมตกเป็นฝ่ายรับเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” เดินหน้าตรวจสอบ “โครงการ TH-AI PASSPORT” ขณะที่มีการเปิดข้อมูล คุณหมอคนดัง เคยขอเบิกจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ รวมทั้งหมด 1,974,408.05 บาท ทั้งที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ของ สส.

ส่วนอีกประเด็น เกี่ยวข้องกับ “นายมงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุม สว. ในวันที่ 29-30 มิ.ย.นี้ โดยกำหนดวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว รวม 7 ฉบับ และ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่จะพิจารณาวันที่ 30 มิ.ย.นี้ สำหรับร่างดังกล่าว มี กมธ.วิสามัญ ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณา พบว่าในสาระของร่างมาตรา ทั้ง 13 มาตรานั้น มีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย เช่น การกำหนดหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เพิ่มข้อความที่เป็นบทคุ้มครองการทำหน้าที่ หากกรรมการได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง การตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกจากตัวเนื้อหาของร่างกฎหมายและคงไว้เพียง “หน่วยงานรัฐ” เท่านั้น เป็นต้น สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดให้มีบัญชีแนบท้าย ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายต่างๆ เช่น ปรับจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้ไปต่อท้าย ความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ)  ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ) เป็นต้น

ทั้งนี้ “นายสมชาย แสวงการ” อดีต สว. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กมธ.ใส่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย พ.ศ. 2560 ทำไมจะนิรโทษกรรมใคร  ขอฝากผู้เกี่ยวข้องให้ชี้แจงให้ชัดเจนด้วยเพราะอยากเห็นเป็นร่างกฎหมาย ที่สร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ให้อภัยกัน แต่ไม่ต้องการให้ใครสอดไส้  ลักไก่นิรโทษกรรมบางคดี เช่น คดีฮั้ว สว. คดีเลือกตั้ง สส. คดี กกต.ถูกฟ้อง หรือคดีความผิดต่อความมั่นคงในและนอกราชอาณาจักรที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. เป็นต้น

ด้าน “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว.ในฐานะประธานคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ของวุฒิสภา ยืนยันไม่พบเนื้อหาหรือสาระสำคัญ ที่ระบุถึงการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. และในบัญชีแนบท้ายไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ยังยืนยันหนักแน่นว่ารับประกันได้ว่าไม่มี เพียงแต่เสนอไม่กำหนดเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ทางวุฒิสภาไม่ต้องการที่จะให้มีการตั้งคณะ กมธ.ร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาเนื้อหากฎหมายที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งวุฒิสภามีเจตนาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ซึ่งจะเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ที่เคยมีคดีทางการเมือง และในการพิจารณาชั้น กมธ.ส่วนใหญ่ยืนตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการมา

“ดูแล้วว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ต้องการให้พวกที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและขัดแย้งกับการเมืองจริงๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และให้พวกอดีตกลับมาทำมาหากินได้ เพราะความขัดแย้งตอนนั้นยังไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ทหารที่ยึดอำนาจ และรัฐบาล” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

ส่วน “นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว. ในฐานะเป็นเลขานุการ กมธ. กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. จับตาวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่อาจจะสอดไส้ล้างผิดคดีฮั้วเลือก สว. ว่า ยืนยันว่า ไม่ได้มีการแก้ไขในประเด็นเพิ่มเติม หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว สว. และทุจริตการเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใด และไม่คิดจะทำด้วย  ต้องขอโทษไปยังคนที่สื่อสาร กับสื่อมวลชน ในการให้ข่าวเฟคนิวส์แบบนี้ด้วยว่าช่วยอ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ละเอียดด้วย ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีผู้อ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดแล้วนะ แต่ว่าบางคนยังอ่านหนังสือต่ำกว่า 8 บรรทัดอยู่ ถ้าอ่านครบทุกบรรทัดก็จะรู้เลยว่า ทุกอย่างที่เราปรับ กฎหมายยังเหมือนเดิม ตามชั้นสภา โดยเฉพาะบัญชีท้ายร่างไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.และทุจริตการเลือกตั้ง

ขณะที่ “นายยุทธพร อิสรชัย” นักวิชาการรัฐศาสตร์ ในฐานะอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งข้อสังเกตที่ กมธ.ของ สว. ปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข อาจรวมถึงการฮั้ว สว. เมื่อปี 2567 ด้วย ว่า กมธ.ของสภา กำหนดเงื่อนไข ว่าไม่รวมการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ เมื่อถามว่า มีการจับตาว่าการพิจารณาของ สว. ต่อร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เรื่องฮั้ว สว. จะถูกนำไปรวมด้วย นายยุทธพร กล่าวว่า หากมีประเด็นเกี่ยวข้องกับฮั้ว สว. อาจกลายเป็นประโยชน์ทับซ้อน

คงต้องรอถึงวันที่ 30 มิ.ย. ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะมีใครเสนอเนื้อหา นอกเหนือจากร่างเดิมที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะในคดี “ฮั้ว สว.” จะได้รับอานิสงส์จากการออกกฎหมายล้างผิดหรือไม่.

“ทีมข่าวการเมือง”