วันนี้ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” และ “สำนักงานประกันสังคม (สปส.)” ถูกนำมาเปรียบเทียบกันอย่างเข้มข้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขกำไร แต่ลึกลงไปถึง “ดีเอ็นเอ” ของการบริหารที่ทำให้ผลลัพธ์ปลายทางของเงินออมข้าราชการและพนักงานเอกชนแตกต่างกันอย่างน่าตกใจ
การบริหารเงินระดับล้านล้านบาทไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำไมกองทุนหนึ่งจึงถูกยกย่องว่าเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้แบบ Real-time ในขณะที่อีกกองทุนหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็น “แดนสนธยา” ที่รัฐและการเมืองพร้อมจะเข้ามาแทรกแซงได้ทุกเมื่อ ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ พาไปเจาะลึกความแตกต่างในทุกมิติ เพื่อให้เห็นว่าโครงสร้างที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยในหน้ากระดาษกฎหมาย ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าหลังเกษียณของประชาชนมหาศาลเพียงใด
โครงสร้างการบริหาร: นิติบุคคลมหาชน VS ส่วนราชการ
- ความแตกต่างเริ่มตั้งแต่การติดกระดุมเม็ดแรก หัวใจสำคัญที่ทำให้สองหน่วยงานนี้เดินไปคนละทางคือ “สถานะทางกฎหมาย” กบข. ถูกออกแบบมาภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ให้มีสถานะเป็น “นิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน” ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการและไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ความเป็นอิสระนี้เองที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี ทำให้การบริหารงานมีความคล่องตัวสูง สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับพระกาฬมาทำงานด้วยโครงสร้างเงินเดือนแบบเอกชนได้
- ในทางกลับกัน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ยังคงติดกับดักอยู่ในสถานะ “ส่วนราชการ” ที่มีฐานะเทียบเท่ากรม ภายใต้กระทรวงแรงงาน บุคลากรส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและพนักงานราชการ ซึ่งต้องอิงระเบียบราชการที่เคร่งครัดและล่าช้า การตัดสินใจใดๆ ต้องผ่านขั้นตอนทางปกครองที่ซับซ้อน ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้ทันต่อความผันผวนของโลกการเงิน
ที่มาของฝ่ายบริหาร
- เมื่อดูที่โครงสร้างคณะกรรมการ (Board) กบข. ใช้ระบบการคานอำนาจโดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมกับตัวแทนจากหน่วยงานเทคนิคอย่างสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง แต่จุดเด่นคือการมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยกำกับนโยบายลงทุน ทำให้ภาพลักษณ์ของบอร์ด กบข. ค่อนข้างเป็น “Technocrat” หรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่การเมืองแทรกแซงได้ยาก
- ขณะที่บอร์ดประกันสังคมมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเป็นพื้นที่ “โควตาทางการเมือง” และตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่ฝ่ายการเมืองพยายามส่งคนเข้ามานั่งเพื่อคุมนโยบายการใช้เงินกองทุนมหาศาลนี้ การตัดสินใจหลายครั้งจึงอาจถูกตั้งคำถามว่าทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อความยั่งยืนของกองทุนกันแน่ แม้จะมีตัวแทนฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง แต่ด้วยโครงสร้างความเป็นราชการ ทำให้สุดท้ายอำนาจตัดสินใจสูงสุดมักหนีไม่พ้นอิทธิพลของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
โครงสร้างคณะกรรมการ (Board)
โครงสร้างบอร์ดคือหัวใจสำคัญที่กำหนด “ทิศทางเงิน” ของคนทั้งประเทศ ซึ่งทั้งสองแห่งมีที่มาต่างกันอย่างชัดเจน
คณะกรรมการ กบข.
- ประธาน : ปลัดกระทรวงการคลัง
- องค์ประกอบ : เน้นผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากหน่วยงานหลักด้านนโยบาย เช่น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการ ก.พ., และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
- จุดเด่น : มีคณะกรรมการบริหารการลงทุน (Investment Committee) ที่แยกออกมาโดยเฉพาะ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับมืออาชีพ ทำให้การตัดสินใจลงทุนอิงตามข้อมูลทางเศรษฐกิจมากกว่ามิติทางการเมือง มีความเป็นอิสระสูงในการบริหารจัดการพอร์ตตามสถานการณ์โลก
คณะกรรมการ สปส. (บอร์ดประกันสังคม)
- ประธาน : ปลัดกระทรวงแรงงาน
- องค์ประกอบ : ใช้ระบบ “ไตรภาคี” (Tripartite) ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายรัฐบาล, ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง (ซึ่งปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้ประกันตน)
- จุดเด่น : เน้นการเป็นตัวแทนเพื่อรักษาผลประโยชน์และสิทธิพยาบาลของสมาชิก แต่ข้อเสียคืออาจขาดความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการลงทุนระดับโลก และมักถูกแทรกแซงจากนโยบายประชานิยมหรือการเมืองได้ง่ายกว่า เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างส่วนราชการ สังกัดกระทรวงแรงงาน
ประสิทธิภาพการลงทุนและผลตอบแทนล่าสุด ปี 2567
- กบข. ปัจจุบันบริหารสินทรัพย์รวมกว่า 1.48 ล้านล้านบาท (รวมเงินสำรอง) มีนโยบายเชิงรุกที่ชัดเจน โดยกระจายการลงทุนไปต่างประเทศสูงถึง 60% เน้นสินทรัพย์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นเทคโนโลยี ผลลัพธ์คือแผนการลงทุนยอดนิยมอย่าง “แผนหลัก” ทำผลตอบแทนได้ 3.73% ขณะที่แผนทองคำพุ่งสูงถึง 24.67% ส่งผลให้ผลตอบแทนส่วนสมาชิกเฉลี่ยอยู่ที่ 4.12% ต่อปี
- ประกันสังคม แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีพอร์ตลงทุนสูงถึง 2.65 ล้านล้านบาท แต่กลับเดินหมากแบบระมัดระวังจนเกินเหตุ โดยเน้นหนักในหลักทรัพย์ความมั่นคงสูง (พันธบัตรรัฐบาล) ถึง 71.58% และลงทุนในต่างประเทศเพียง 32.26% เท่านั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 2.71% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่า กบข. อย่างเห็นได้ชัด
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การที่ กบข. มีความเป็นอิสระทำให้พวกเขาสามารถแสวงหาโอกาสในตลาดโลกได้ดีกว่า ในขณะที่ประกันสังคมเปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่ขับเคลื่อนช้าและกลัวความเสี่ยงจนเสียโอกาสในการสร้างกำไรให้สมาชิก
ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล :
- อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกันตนคือ “การตรวจสอบ” กบข. วางระบบให้สมาชิกสามารถเช็กยอดเงิน ผลตอบแทน และแผนการลงทุนได้แบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน My GPF มีรายงานประจำปีที่แจกแจงละเอียดว่านำเงินไปลงในหุ้นตัวไหน สินทรัพย์อะไร รวมถึงมีการใช้ผู้ดูแลผลประโยชน์ (Custodian) จากภายนอกเพื่อป้องกันการทุจริต
- สวนทางกับประกันสังคมที่แม้จะมีขนาดกองทุนใหญ่กว่า แต่กลับเป็นระบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ยากที่สุด ข้อมูลพอร์ตการลงทุนเชิงลึกมักเข้าถึงยากและการสื่อสารกับสมาชิกยังไม่เป็นปัจจุบันเท่าที่ควร ความกังวลเรื่องความโปร่งใสนี้เองที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปประกันสังคมเป็นองค์กรนอกระบบราชการ เพื่อให้พ้นจากการครอบงำทางการเมืองและบริหารงานด้วยความโปร่งใสตามมาตรฐานสากล
จากข้อมูลล่าสุด ณ ต้นปี 2569 สมาชิก กบข. ที่เกษียณจะได้รับเงินก้อนเฉลี่ย 1.49 ล้านบาทต่อราย ซึ่งเป็นผลจากการบริหารที่ยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นมืออาชีพ เป็นบทพิสูจน์ว่า โครงสร้างองค์กรที่อิสระ คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
ในขณะที่ประกันสังคม แม้เริ่มมีสัญญาณการปรับตัว โดยประกาศจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นเป็น 40% แต่ตราบใดที่โครงสร้างบริหารยังผูกติดอยู่กับระบบราชการและการเมือง ความพยายามที่จะเพิ่มกำไรอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หากขาดธรรมาภิบาลที่เข้มงวดพอ



