เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 26 ม.ค.69 ที่โรงเรียนเถินวิทยา ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง พรรคกล้าธรรม (กธ.) นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ลำปาง จำนวน 4 เขต ประกอบด้วย นายอริวัฒน์ ศรีไชยานุนท์ ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 1 หมายเลข 1 นายดาชัย เอกปฐพี ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 2 หมายเลข 5 นางระพีพรรณ โพธิ์ทอง ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 3 หมายเลข 1 และน.ส.เพ็ญภัค รัตนคำพู ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 4 หมายเลข 3 โดยบรรยากาศการเมืองที่ จ.ลำปาง เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

โดยนางปวีณา ขึ้นเวทีร่วมปราศรัยตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้ง ที่ดินทำกิน หนี้สิน ความมั่นคงของครอบครัว โอกาสทางการศึกษา และสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งหากไม่แก้พร้อมกัน ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่ต้องวนกลับเข้าสู่วงจรความยากจนซ้ำเดิม ซึ่งนโยบายพรรคกล้าธรรม หลายข้อที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนฐานรากและเกษตรกร อย่างเช่น เราจะผลักดันการปรับที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถต่อยอดทางเศรษฐกิจ เข้าถึงแหล่งทุน และลดวงจรความยากจนซ้ำซาก

นางปวีณา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม จะเปลี่ยนเมืองรอง เป็นเมืองหลัก กระจายงบประมาณ โอกาส และการพัฒนาเข้าสู่ภูมิภาค ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่น โดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างเช่น จ.ลำปาง ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวและเป็นจังหวัดรองที่น่าสนใจอย่างมากซึ่งพรรคกล้าทำมีแนวนโยบายชัดเจนที่จะพัฒนาลำปางให้เติบโตทางด้านการท่องเที่ยวเหมือนเช่นพะเยาที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นเมืองทองแต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในแถบภาคเหนือแล้ว
“การพัฒนาประเทศต้องมองทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนอยู่ได้ และคนรุ่นใหม่มีโอกาสในบ้านเกิดของตนเอง” นางปวีณา กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า มีคนถามว่าบางพรรคบอกจะไม่จับมือกับเรา อยู่ดีๆเปลี่ยนใจบอกจับกับเราก็ได้ ถามว่าตนอยากจะตอบโต้อะไรหรือไม่ เราบอกไม่ เพราะเราเคารพเสียงประชาชน ยังไม่เข้าคูหาเลยนอกจากผิดมารยาททางการเมืองที่มาประกาศว่าจับมือกับใครหรือไม่แล้ว ถือเป็นการดูถูกประชาชน ยังไม่ได้เลือกแต่มาถือวิสาสะประกาศว่าจะจับกับใคร จะได้ถึง 25 เสียงหรือไม่ยังไม่ทราบ กล้าดีมาประกาศว่าจะไม่จับกับใคร นอกจากนี้ยังทำการเมืองแบบโบราณป้ายสี ว่าพรรคนั้นเป็นสีนั้น สีนี้ ตอนนี้ไม่กล้าใช้เรื่องนี้แล้วเพราะเข้าตัวหมด สีส้มก็อมดำ สีฟ้าก็อมเทา เหลือแต่ของเราเขียวขจีอยู่สีเดียว แต่ละพรรคส่งแคนดิเดตหลายคนงงไปหมดว่าเลือกแล้วจะได้คนไหน แต่กล้าธรรมส่งเพียง ร.อ.ธรรมนัส แน่นอนว่าถ้าเลือกร .อ.ธรรมนัส ได้ ร.อ.ธรรมนัส เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน


“พรรคกล้าธรรมขอแรงสนับสนุนจากชาวลำปางให้ผู้สมัครของพรรคทั้ง 4 เขต การตัดสินใจทางการเมืองหลังเลือกตั้งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเสียงของประชาชน ไม่ใช่การกำหนดล่วงหน้า การประกาศจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคใดก่อนการเลือกตั้ง เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง“ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมรับฟัง พร้อมระบุว่า จ.ลำปางเป็นจังหวัดที่ตนเดินทางมาเยือนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวัง อ.เถิน เป็นโครงการสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เแนวคิดโครงการมีมานานตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังไม่คืบหน้า จนกระทั่งตนเข้ารับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ จึงสั่งการให้เร่งศึกษาความเหมาะสม ออกแบบ และผลักดันเข้าสู่แผนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 700 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง พร้อมยืนยันว่า จะทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันและปกป้องงบประมาณโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึง ภาพรวมการพัฒนาของ จ.ลำปางว่า ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคเหนือ มีความเจริญทัดเทียมจังหวัดใหญ่หลายแห่ง แต่ช่วงหลังการพัฒนากระจุกตัวในเมืองหลัก ทำให้หลายจังหวัดรวมถึง จ.ลำปางชะลอตัว กลายเป็นเพียงเมืองทางผ่าน เขามองว่าการพัฒนาขาดความต่อเนื่องด้านผู้นำและการผลักดันเชิงนโยบาย พร้อมเสนอว่าต้องมีโครงการพัฒนาและการเชื่อมโยงกับส่วนกลางอย่างจริงจัง เพื่อให้จังหวัดกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

“ไม่มีนักการเมืองคนใดเป็นผ้าขาวอย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญคือผลงานและความสามารถในการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการโจมตีทางภาพลักษณ์ พร้อมชี้ว่าการเมืองควรตัดสินจากการทำงานที่เป็นรูปธรรม บทบาทของ สส.ในพื้นที่ว่า ผู้แทนราษฎร ต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และไม่หายไปหลังการเลือกตั้ง เลือกแล้วต้องใช้งานได้”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ขอให้ประชาชนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นของใหม่ เข้ามาทำงานแทนของเก่าที่ประชาชนคุ้นเคยมานานแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยคนภาคเหนือ และต้องการเป็นพรรคของคนในภูมิภาคเหนืออย่างแท้จริง.



