เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล (สว.สำรอง) พร้อมคณะและทีมทนายความ เดินทางมาเป็นโจทก์รับฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. (จำเลยที่ 1) พร้อมกรรมการ กกต. อีก 6 คน ประกอบด้วย ศ.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, นายปกรณ์ มหรรณพ, นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ, นายชาย นครชัย, นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. (จำเลยที่ 8) รวมถึงบุคคลอื่นที่อาจตรวจสอบพบภายหลัง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากปมการใช้อำนาจโดยมิชอบในคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยชัดแจ้ง โดยมีสำนวนผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 229 คน ที่ร่วมกันทุจริตการเลือก สว. ในปี 2567 ซึ่งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 36 ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของ กกต. ในการจัดการเรื่องนี้
ภายหลังการเข้ารับฟังคำสั่งประมาณ 30 นาที นายอัครวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้ฝ่ายจำเลยทั้ง 8 คน ได้ทำหนังสือขอเลื่อนการยื่นเอกสารต่อศาล ซึ่งศาลอนุญาตให้เลื่อนออกไปอีก 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 22 ก.พ. 2569 ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้กลุ่มคณะ สว.สำรอง ที่ร่วมขับเคลื่อนทวงคืนความสุจริตเที่ยงธรรมให้กับแผ่นดิน และหวังให้คดีนี้พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการโกงเลือกตั้ง หรือขบวนการ “ปล้นชาติปล้นแผ่นดิน” จากฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อโยงใยไปสู่อันตรายในองค์กรอิสระจริงหรือไม่ เพราะเชื่อว่าประชาชนร้อยละ 99 ต่างมีความเห็นตรงกันว่าขบวนการนี้ไม่ได้มาอย่างสุจริต
สำหรับประเด็นที่ว่าการเลื่อนส่งเอกสารเป็นการประวิงเวลาหรือไม่ เนื่องจากใกล้จะถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ นายอัครวัฒน์ ระบุว่า แม้ภารกิจของ กกต. จะมีมาก แต่ด้วยบุคลากรที่มีอยู่จำนวนมาก ควรปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็วตามเจตนารมณ์เพื่อไม่ให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย พร้อมฝากถึงนักการเมืองที่กำลังจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ให้เห็นแก่ประเทศชาติและสถาบัน อย่ามองว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติ เพราะการเข้าสู่อำนาจเพื่อไปปล้นภาษีประชาชนผ่านนโยบายต่างๆ ถือเป็นภัยพิบัติของชาติ
นายอัครวัฒน์ ยืนยันว่า จะต่อสู้จนกว่าความจริงจะปรากฏโดยไม่รู้สึกท้อถอย แม้การต่อสู้ในคดีฮั้วเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้จะล่วงเลยมาเกือบ 1 ปี 8 เดือนแล้ว แต่จะยอมแพ้ไม่ได้ อย่าให้ความไม่ยุติธรรมของคนเพียงไม่กี่คนมาตัดสินชะตาของบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อรักษาความยุติธรรมและสถาบันที่รักให้คงอยู่ต่อไป.



