สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่านายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น กล่าวถึงประเด็นจีนกับไต้หวันอีกครั้ง ว่าหากจีนกับสหรัฐเกิดความขัดแย้งกันเหนือไต้หวัน “ไม่ใช่เรื่องของญี่ปุ่น” ที่จะต้องไปปฏิบัติการทางทหาร


อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นต้องเข้าไปช่วยเหลือพลเมืองของตัวเองในไต้หวัน ขณะที่สหรัฐต้องช่วยเหลือพลเมืองของตัวเองซึ่งอยู่ที่นั่นเช่นกัน หมายความว่า สหรัฐและญี่ปุ่นอาจต้องปฏิบัติภารกิจร่วมกันในสถานการณ์นั้น และหากสหรัฐถูกโจมตี แต่ญี่ปุ่นกลับนิ่งเฉย ความเป็นพันธมิตรระหว่างกันคงต้องล่มสลาย


ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงมีความจำเป็นต้อง “ตอบโต้อย่างเคร่งครัด” ภายในขอบเขตของกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเป็นการตัดสินใจอย่างครอบคลุม ตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นหน้างาน


แม้จะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย แต่ผู้นำญี่ปุ่นยังคงปฏิเสธที่จะถอนคำพูดเมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยย้ำว่า จุดยืนของเธอยังสอดคล้องกับนโยบายที่ยาวนานของญี่ปุ่น และการตีความของจีนนั้น “ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง”


อนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพของญี่ปุ่น ซึ่งบัญญัติขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สั่งห้ามญี่ปุ่นปฏิบัติการทางทหารโดยตรง แต่อนุโลมให้ใช้สิทธิ “การป้องกันตนเองร่วม” หรือการปกป้องสหรัฐ และประเทศพันธมิตรที่ถูกโจมตี ในกรณีที่ญี่ปุ่นเผชิญกับ “ภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ”.

เครดิตภาพ : AFP