คาดหวังเมื่อนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ จะเป็นจุดตั้งต้นของการแก้ปัญหาฝุ่นPM 2.5 อย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เวทีประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum # 2) ที่จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆนี้ มีหน่วยงานหลายแห่งร่วมจัดขึ้นอาทิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร เป็นต้น หัวข้อสำคัญของการประชุมคือ พรรคการเมือง ได้ส่งตัวแทนมาแสดงวิสัยทัศน์การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก่อนที่จะเปิดให้แต่ละพรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ มีการตั้งคำถามจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ โดย ระบุว่าแต่ละพรรคจะชุบชีวิตของร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดกลับขึ้นมาภายใน 60 วัน ไม่ว่าจะเเข้าไปเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึง กฎหมาย PRTR ซึ่งทุกพรรคที่เข้าร่วมฯยืนยันสนับสนุนกฏหมายทั้ง 2 ฉบับ

** “พรรคประชาชน”เปิดยุทธศาสตร์ 4 รื้อ
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ตัวแทนจากพรรคประชาชนระบุว่า มีโรดแมปการจัดการวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ภายใต้แนวทาง “รัฐบาลประชาชน” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านยุทธศาสตร์ “4 รื้อ” ตั้งเป้าดำเนินการทันทีภายใน 100 วันแรกโดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพียงอย่างเดียว
ยุทธศาสตร์แรกคือการ “รื้อระบบหาข้อมูล” ด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการทางอากาศ (CAC) เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เคยแยกส่วนกัน พร้อมจัดทำแผนที่พื้นที่เผาไหม้ย้อนหลัง 10 ปี เพื่อจำแนกพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสมและมีการเผาซ้ำซาก เข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนอาชีพโดยสนับสนุนงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ นอกจากนี้จะใช้ระบบ Matching เชื่อมโยงเศษวัสดุทางการเกษตรกับเครื่องจักรจากภาคเอกชน และนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้เพื่อพัฒนาสู่ตราสัญลักษณ์ Green Label ในอนาคต
สำหรับพื้นที่เมือง จะมีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ เพื่อกำหนดมาตรฐานที่เข้มข้นตามศักยภาพการรองรับมลพิษของแต่ละพื้นที่ พร้อมให้อำนาจท้องถิ่นเป็นเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษและโรงงานอย่างเต็มตัว โดยจะเปลี่ยนตัวชี้วัดจากจุดความร้อน (Hotspot) เป็นเปอร์เซ็นต์พื้นที่เผาไหม้ และเปรียบเทียบค่า PM 2.5 กับอัตราการระบายอากาศ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริงแทนการพึ่งพาสภาพอากาศ รวมถึงจะเพิ่ม “โรคมะเร็งปอด” เป็นโรคเฝ้าระวังจาก PM 2.5 ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขทันที
ยุทธศาสตร์ที่สองคือการ “รื้อปฏิบัติการ” เน้นการทำงานเชิงรุกก่อนเกิดปัญหา โดยจะออกมาตรการสนับสนุนเกษตรกรรายพืช (อ้อย ข้าว ข้าวโพด) ล่วงหน้าก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวเพื่อให้วางแผนจัดการได้ทันที ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีการจัดทำเขตปล่อยมลพิษต่ำพิเศษ (Ultra Low Emission Zone) และผลักดันระบบตั๋วร่วมขนส่งสาธารณะภายใน 1 ปี เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (EV)
ในส่วนของยุทธศาสตร์ที่สามคือการ “รื้อระบบงบประมาณ” รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะงบป้องกันไฟป่าของท้องถิ่นที่มักถูกตัดลด พร้อมนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกองทุนภายใต้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดมาใช้ า พร้อมมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรและยานพาหนะ
ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือการ “รื้อการจัดการระหว่างประเทศ” เพื่อปิดช่องโหว่การนำเข้าข้าวโพดจากการเผา โดยจะบังคับให้ผู้นำเข้าต้องระบุพิกัดแปลงเพาะปลูกอย่างชัดเจน และเพิ่มเกณฑ์ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียนในการผลักดัน ASEAN Green Label และพัฒนาศูนย์ CAC ให้เป็นแกนกลางระดับภูมิภาคภายใน 4 ปี ภายใต้ข้อตกลงเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน เพื่อจบวิกฤตฝุ่นพิษด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและยั่งยืน

**“ประชาธิปัตย์” ติดตั้งระบบ Super Sensorจับฝุ่นพิษ
จิรวัฒน์ จังหวัด ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการติดตั้งระบบ “Super Sensor” ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสารเคมีและมลพิษขั้นสูง เช่น สาร VOC และสารเคมีอันตรายอื่นๆ โดยจะเน้นการกระจายตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งรอบเขตโรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำมาวิเคราะห์แหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการบูรณาการกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ พ.ร.บ.โลกร้อน ให้ทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการปฏิรูประบบใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบ Single License
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนและภาคประชาชนผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่อมลพิษ ซึ่งจะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างเรื่องงบประมาณในการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงการสนับสนุนการทำคาร์บอนเครดิต โดยมีนโยบายไฮไลต์อย่าง “พันธบัตรป่าไม้” ที่จะเปลี่ยนจากการปลูกป่าเพื่อรอผลกำไรในอนาคตที่ยาวนาน ให้เป็นการสร้างรายได้ที่จับต้องได้ทันที โดยเกษตรกรหรือผู้ปลูกป่าจะมีสถานะเสมือนพนักงานที่ได้รับรายได้จากกองทุนพันธบัตรเพื่อเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างเครดิตคาร์บอนคืนสู่ระบบในเวลาเดียวกันนอกจากนี้พรรคจะผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้

**“ภูมิใจไทย”ให้สัญญาจบฝุ่นพิษภายใน 2 เดือนครึ่ง
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ จากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคมีมีนโยบาย “สู้ฝุ่นให้จบภายใน 2 เดือนครึ่ง” พบว่าที่ผ่านมามักเป็นการรายงานสถานการณ์ฝุ่นตามไตรมาส พอหมดหน้าฝุ่นก็ไม่มีการรายงานต่อ มีข้อเสนอดังนี้ดังนี้
1.ตั้งคณะกรรมการสู้ฝุ่นเป็นการบูรณาการร่วมกัน 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นวาระแห่งชาติ และรายงานดัชนีทุกเช้า โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาควันข้ามพรมแดน
2.การจัดการมลพิษ หากพรรคภูมิใจไทยเข้าไป จะจัดการเรื่อง พ.ร.บ. ที่ค้างอยู่ รวมถึง พ.ร.บ. โรงงานฉบับใหม่ภายใน 60 วัน เพื่อเพิ่มอำนาจการบังคับใช้ให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างจริงจัง
3.การติดตั้งเซนเซอร์ (CEMS): บังคับใช้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมให้โรงงานติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับควัน ซึ่งที่ผ่านมามีการเลื่อนมาตลอด โดยรัฐต้องมีสินเชื่อสนับสนุนเพราะอุปกรณ์มีราคาสูงถึง 300,000 บาทต่อปล่อง
4.การจัดการภาคเกษตร ต่อยอดความสำเร็จที่เคยทำร่วมกับ สอน. (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย) ที่ลดการเผาอ้อยไปได้เกือบ 14% หรือประมาณ 1.6 ล้านไร่
5.พลังงานสะอาดนโยบายโซลาร์เซลล์ชุมชน เพื่อให้ชุมชนใช้พลังงานสะอาดและลดค่าไฟฟ้าให้เหลือต่ำกว่า 3 บาท ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าการอุดหนุนงบประมาณ
6.การลดมลพิษในอุตสาหกรรม ส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนแทนถ่านหิน และนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูกที่ผลิตในไทย โดยให้ผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 60 เดือน

**“พรรคเพื่อไทย”เชื่อมั่นรถไฟฟ้า 20 บาท ลดฝุ่นลงได้
บุญยกร ดำรงรัตน์ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยจะมุ่งเน้นการจัดการปัญหามลพิษใน 6 ภาคส่วนหลักอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการเร่งรัดให้โรงงานติดตั้งระบบ CEMS เพื่อตรวจสอบการปล่อยควันจากปล่องแบบเรียลไทม์ ภาคคมนาคมมุ่งลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลผ่านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบรถเมล์ปรับอากาศในราคา 10 บาท นอกจากนี้พร้อมสนับสนุนต่อยอดนโยบายเขตจูงใจพิเศษ (Pro Incentive Zone) ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อควบคุมมลพิษในพื้นที่ไข่แดง ขณะที่ด้านเชื้อเพลิงจะมีการยกระดับมาตรฐานน้ำมันให้เป็น Euro 6 ทั้งหมด
สำหรับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ พรรคเน้นการใช้มาตรการจูงใจแทนการบังคับ โดยจะสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีในการจัดการเชื้อเพลิง เช่น แอปพลิเคชัน “ไฟดี” พร้อมกันนี้ พรรคเพื่อไทยยังชูนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (อปท.) โดยการผลักดัน พ.ร.บ. Climate Change เพื่อให้ท้องถิ่นมีทั้งอำนาจหน้าที่และงบประมาณในการจัดการภัยพิบัติฝุ่นควันได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ รวมถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ผ่านระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Tracking) ผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มาตรฐาน GAP PM 2.5 Free

**“ไทยก้าวใหม่”ชูนวัตกรรม “สาหร่ายดักฝุ่น”
ภาณุรัช ดำรงไทย ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตัวเองมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับโลก เน้นการใช้ระบบบูรณาการและหลักวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานาเสนอแนวทางการจัดการภาคเกษตรกรรมโดยใช้โมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ อาทิ รัฐเท็กซัสและแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อน (Hotspot) ควบคู่กับนโยบาย “Burn Day” หรือวันอนุญาตให้เผา โดยเกษตรกรต้องลงทะเบียนและตรวจสอบสภาพอากาศก่อน หากวันใดอากาศเปิดจึงจะอนุญาตให้ดำเนินการได้ เพื่อป้องกันการสะสมของมลพิษในชั้นบรรยากาศ พร้อมยกกรณีศึกษาจากสิงคโปร์ที่มีการใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ (Sanction) กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเผาไร่อ้อยข้ามพรมแดน เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่การผลิต
สำหรับพื้นที่เมือง พรรคเตรียมผลักดันนวัตกรรม “ตู้สาหร่ายดูดซับมลพิษ” โดยใช้สาหร่ายหางกระรอก ซึ่งผลจากการทดสอบบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ริมถนนสุขุมวิท พบว่าสามารถลดปริมาณ PM 2.5 ได้สูงถึง 40-50% เนื่องจากมีคุณสมบัติในการดูดซับคาร์บอนและดักจับฝุ่นได้ดีกว่าพืชทั่วไป นอกจากนี้ยังจะขับเคลื่อนนโยบายเขตปล่อยมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ตามแบบอย่างในประเทศอังกฤษ และสนับสนุนพลังงานสะอาดผ่านระบบโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (LCOE) ที่ถูกกว่าการใช้ก๊าซ LNG หรือดีเซลแล้ว



