ศาสตราจารย์มัลคอล์ม ฟินเลย์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ออกมาเตือนผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีไม่ให้รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำทุกวัน โดยปกติแล้ว ยานี้เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ได้รับความนิยมในการรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดตามตัว และบรรเทาอาการไข้หวัด นอกจากนี้ แอสไพรินยังมีประโยชน์เพิ่มเติมในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะหัวใจวาย หากใช้ในปริมาณต่ำ
ประโยชน์ของแอสไพรินทำให้มีชาวอังกฤษมากกว่าสองล้านคนรับประทานยานี้ทุกวันตามรายงานข่าวของสำนักข่าวเดลีเมล์ แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในวัย 79 ปี ก็ยังทำตามเทรนด์นี้ด้วย โดยเขากล่าวว่าเขากินยาแอสไพรินทุกวันเพราะ “ไม่ต้องการให้เลือดข้นๆ ไหลผ่านหัวใจ” ของเขา
อย่างไรก็ตาม การกินนยาแอสไพรินเป็นประจำทุกวันอาจไม่ได้ส่งผลดีสำหรับทุกคน
ตามข้อมูลของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ แพทย์จะแนะนำให้กินยาแอสไพรินในปริมาณต่ำสำหรับผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน หรือในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น เนื่องจากยานี้ออกฤทธิ์ช่วยลดความข้นหนืดของเลือดได้ ซึ่งตรงกับความกลัวของทรัมป์เรื่อง “เลือดข้น” ของเขา
แต่ผลการวิจัยล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า การกินแอสไพรินทุกวันแทบไม่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องระบบหมุนเวียนเลือดอยู่แต่เดิม
ศาสตราจารย์มัลคอล์ม ฟินเลย์ อายุรแพทย์หัวใจที่ปรึกษาจากศูนย์หัวใจบาร์ตส์ในเซ็นทรัลลอนดอนของอังกฤษ อธิบายว่า สำหรับผู้ป่วยที่เคยผ่านภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองมาก่อนย่อมมีเหตุผลที่ดีในการกินแอสไพรินทุกวัน แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น แทบไม่มีประโยชน์เลย และที่จริงแล้ว ผลข้างเคียงอาจมีมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับเสียด้วยซ้ำ
ผลข้างเคียงทั่วไปของการทานแอสไพรินปริมาณต่ำทุกวัน ได้แก่ อาหารไม่ย่อยและมีภาวะเลือดออกง่ายขึ้น ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรงกว่า ได้แก่ การไอเป็นเลือด หรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่รุนแรงอื่นๆ เช่น อาการปวดข้อ (สัญญาณของระดับกรดยูริกสูง) อาการบวมที่มือหรือเท้า (ภาวะบวมน้ำ) และอาการตัวเหลืองตาเหลือง (สัญญาณของโรคตับ)
สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดยิ่งไม่ควรกินแอสไพริน เนื่องจากตัวยาอาจกระตุ้นให้เกิดเสียงหวีดขณะหายใจและปัญหาระบบทางเดินหายใจอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังเคยมีนายแพทย์บางท่านอ้างว่า แอสไพรินและยาต้านการอักเสบอื่นๆ อาจเป็นสาเหตุของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
ศาสตราจารย์ฟินเลย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในอดีตแอสไพรินอาจเป็นยาที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ แต่ปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้วเพราะมีการพัฒนายารุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้เขายังแนะนำว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายสามารถเป็น “เครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งกว่าแอสไพริน” โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
ศาสตราจารย์ฟินเลย์ยังย้ำว่า ผลข้างเคียงจากยาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะอาจทำให้คนที่กินยาโดยไม่ได้ป่วยมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือหากมีเลือดออกในสมอง ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ที่มา : ladbible.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



