เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทีมลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ขับเคลื่อนโครงการ “GI SMARTTRACE นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI” ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็คข้อมูลการผลิตและแหล่งที่มาของสินค้าได้ทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อการันตีว่าสินค้า GI นั้นเป็นของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง โดยพบผู้ประกอบการ “ปลากุเลาเค็มตากใบ” เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตและผลักดันการใช้ระบบ GI SMARTTRACE เป็นสินค้าแรกของจังหวัด รวมทั้งพบหารือกลุ่มเกษตรกร “ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส” เพื่อแนะนำแนวทางต่อยอดการใช้ประโยชน์ GI มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครบทุกมิติ ทั้งการผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ และส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในประเทศทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 114,000 ล้านบาท โดยมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าแล้ว 211 รายการ หรือคิดเป็น 84% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด

นางอรมน กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ริเริ่มโครงการสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้า GI ให้กับผู้บริโภค โครงการดังกล่าวคือการพัฒนาระบบ “GI SMARTTRACE” เทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตของสินค้า GI โดยนำร่องใช้กับสินค้า “ทุเรียนนนท์” เป็นรายการแรก เนื่องจากทุเรียนนนท์เป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง การนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้ จะช่วยการันตีว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดีมีคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยขั้นตอนการตรวจสอบนั้น ไม่ยุ่งยาก เพียงสแกน QR Code บนตัวสินค้า ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น พันธุ์ทุเรียน ผู้ประกอบการ สวนที่ปลูก วันที่เก็บเกี่ยว และมาตรฐานรับรองผลผลิต เป็นต้น รวมทั้งสามารถรับชมภาพบรรยากาศของสวนที่เป็นแหล่งผลิตได้แบบ 360 องศาอีกด้วย ระบบดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค กรมฯ จึงมีแผนนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้กับสินค้า GI ไทยรายการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พื้นที่ชายแดนใต้ที่มีสินค้า GI ทั้งสิ้น 4 รายการ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,630 ล้านบาทต่อปี สินค้า GI ดังกล่าวประกอบด้วย สินค้าที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ปลากุเลาเค็มตากใบ ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส และลองกองตันหยงมัส และสินค้าที่อยู่ระหว่างการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ 1 รายการ ได้แก่ ทุเรียนบางนรา สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ GI SMARTTRACE กับสินค้า “ปลากุเลาเค็มตากใบ” เป็นรายการแรกของจังหวัด เนื่องจากเป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง โดยขึ้นทะเบียน GI เมื่อปี 2558 ก่อนได้ขึ้นทะเบียน GI ราคา 1,200 บาทต่อกิโลกรัม และหลังเป็น GI ราคาประมาณ 1,800 บาทต่อกิโลกรัม การใช้นวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

โดยเปิดเวทีประชุมหารือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์ของระบบ GI SMARTTRACE พร้อมสนับสนุนให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำระบบไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องการันตีกรรมวิธีการผลิตและแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของสินค้า ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการบอกเล่าเรื่องราว (Story Telling) เพื่อต่อยอดสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้ายิ่งขึ้น

ภายหลังการประชุมหารือ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ได้ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบ ณ ร้านกุเลาทองแม่แป้นตากใบ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต GI ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส โดยผู้ประกอบการจะใช้วัตถุดิบปลากุเลาสดในบริเวณปากแม่น้ำตากใบที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และใช้กรรมวิธีการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาเกือบ 100 ปี ส่งผลให้ปลากุเลาเค็มตากใบ มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนกับปลากุเลาเค็มจากแหล่งอื่น ทั้งด้านรสชาติที่ไม่เค็มจัด เนื้อแน่นเนียนละเอียด เมื่อทอดสุกจะฟูและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกรมฯ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมด้านการตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การนำสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบมาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ อาทิ น้ำพริกปลากุเลาเค็ม และหลนปลากุเลาเค็ม เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าให้กับสินค้า GI