เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เปิดเผยถึงความสำคัญของพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยว คือธนาคารความหลากหลายทางชีวภาพที่มีคุณค่าระดับโลก ด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศตั้งแต่ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา ป่าดิบเขา ไปจนถึงสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ (Subalpine) ที่พบได้เพียงไม่กี่แห่งในประเทศ พื้นที่นี้เป็นแหล่งที่พบพืชเฉพาะถิ่นของโลก (Endemic species) นับร้อยชนิด

นอกจากความหลากหลายของพืชพรรณแล้ว ดอยหลวงเชียงดาวยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายากและสัตว์ป่าสงวน อาทิ เสือดาว เสือลายเมฆ เสือไฟ แมวดาว เลียงผา หมาใน และโดดเด่นด้วยประชากรกวางผาที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งต้นน้ำ และเป็นแกนกลางของระบบนิเวศในภาคเหนือตอนบน

ประวัติศาสตร์การจัดการพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว เป็นบทเรียนสำคัญของการท่องเที่ยวในพื้นที่อนุรักษ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2527-2534 พื้นที่แห่งนี้เคยถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงมวลชนผ่าน “เทศกาลพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาว” ซึ่งมีนักท่องเที่ยวขึ้นดอยครั้งละหลายร้อยคน โดยขาดการควบคุมที่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะ การก่อไฟ การเหยียบย่ำพืชพรรณ และที่สำคัญคือการรบกวนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชุมชนที่มีต่อเจ้าหลวงคำแดง

เสียงคัดค้านจากชุมชนที่มีความเคารพต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ นำไปสู่การยุติเทศกาลดังกล่าวในปี พ.ศ. 2534 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการพื้นที่ จากนั้นแนวคิดการท่องเที่ยวได้พัฒนาไปสู่การ “ศึกษาธรรมชาติภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด” โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากกว่าการเข้าถึง

บทเรียนจากอดีตทำให้เราตระหนักว่า การอนุรักษ์และการท่องเที่ยวสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” นายสุขี กล่าว แม้ในช่วงหลังจะมีแนวคิดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการกระเช้าไฟฟ้า แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดกติกาและแนวทางการจัดการผู้มาเยือนร่วมกันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กำหนดมาตรการการเข้าศึกษาธรรมชาติยอดดอยหลวงเชียงดาวอย่างชัดเจน โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าพื้นที่ กำหนดเส้นทาง และระยะเวลาการเปิด-ปิด พร้อมบังคับใช้มาตรการด้านความปลอดภัย การมีผู้นำเส้นทาง การมัดจำขยะ และแนวคิด “ไม่ทิ้งร่องรอย” จนพัฒนาไปสู่เป้าหมายใกล้เคียงศูนย์ (Zero Waste)

ในปี พ.ศ. 2561 มาตรการบริหารจัดการได้รับการยกระดับความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้ การจำกัดพื้นที่และเส้นทาง มีเพียงเส้นทางเดียวที่ได้รับอนุญาต คือ จากหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก (เด่นหญ้าขัด) ผ่านจุดพักแรมอ่างสลุง ไปยังยอดดอยหลวงเชียงดาว ห้ามเดินออกนอกเส้นทางและเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามอื่น จุดพักแรมเพียงแห่งเดียวคือ อ่างสลุง และอนุญาตให้พักแรมได้เพียง 1 คืนเท่านั้น

การควบคุมจำนวนผู้เข้าพื้นที่ เปิดให้จองสิทธิผ่านเว็บไซต์ https://wildlifesanctuaryfca16.com เพียงช่องทางเดียว จำกัดจำนวนไม่เกิน 100 คนต่อวัน เปิดให้เดินศึกษาธรรมชาติช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี งดให้เข้าศึกษาธรรมชาติทุกวันพุธของทุกสัปดาห์ กำหนดเวลาออกเดินทางและลงจากภูเขาอย่างเคร่งครัด

มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสัตว์ป่าและระบบนิเวศ จัดการขยะและของเสียจากการขับถ่ายอย่างเป็นระบบ โดยใช้ชุดขับถ่ายที่จัดเตรียมให้ ห้ามก่อไฟและห้ามประกอบอาหารที่มีควันและกลิ่นรบกวน ห้ามนำพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว กล่องโฟม และทิชชูเปียก นักศึกษาธรรมชาติทุกคนต้องนำขยะลงมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจเช็ก ห้ามใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกิจกรรมที่รบกวนสัตว์ป่า ห้ามให้อาหารสัตว์ป่า เก็บสิ่งของธรรมชาติ หรือนำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่ มีการปิดเส้นทางชั่วคราวในบางช่วงเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคุ้มครองแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

การเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยหลวงเชียงดาวมีระยะทางกว่า 8.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ไม่ได้เป็นเพียงการพิชิตยอดดอย แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้คุณค่าของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความเปราะบางของระบบนิเวศตลอดสองข้างทาง

“เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยหลวงเชียงดาวอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งต่างจากอุทยานแห่งชาติ” นายสุขี บุญสร้าง อธิบาย “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย เพื่อว่าสัตว์ป่าจะได้มีโอกาสสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ จึงมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าอุทยานแห่งชาติ และผู้ที่สนใจเข้าศึกษาธรรมชาติต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”

ความสนใจของนักศึกษาธรรมชาติที่มีมากกว่าหลายพันคนในแต่ละปี สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของพื้นที่และความสำเร็จของแนวทางการจัดการที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ การที่นักศึกษาธรรมชาติต้องศึกษาทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อบังคับอย่างละเอียดก่อนการจอง รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการจัดการพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาวเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. 2564 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

หากผู้ได้รับอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นออกไปจากพื้นที่ได้ทันที ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติฯ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังนี้ช่วยให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์
การจัดการผู้มาเยือนยอดดอยหลวงเชียงดาว จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์ได้ หากมีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
“ดอยหลวงเชียงดาวเป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ในรูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ (Natural Based Tourism) ที่แท้จริง” นายสุขี บุญสร้าง กล่าวทิ้งท้าย “เราไม่ได้ปิดประตูการเข้าถึง แต่เราเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบได้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติอันล้ำค่า เพื่อให้ธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ และชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับทรัพยากรอันทรงคุณค่านี้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”



