เมื่อวันที่ 28 ม.ค. เวลา 14.50 น. ที่จ.พังงา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในฐานะผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ออกจากราชการ ว่าส่วนตัวไม่ได้ทราบเรื่องอะไรมากนัก แต่อยากฝากให้พี่น้องชาวไทยและสื่อมวลชนช่วยกันแชร์ว่าการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเร่งด่วน จะต้องจัดซื้อในช่วงเดือนสิงหาคม ไม่ใช่ไปจัดซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วน อีกทั้งบริษัทที่ นพ.สุภัทร จัดซื้อชุดตรวจเอทีเค ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทที่นำเข้า 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข แต่ได้รับผลกระทบในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฐานะ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ณ ขณะนั้น ที่ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว และน่านฟ้าประเทศไทยถูกปิดลง จึงต้องพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นคำว่าวัคซีน, ATK, RT-PCR จึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับตัวของตนเอง ซึ่งเรื่องของ นพ.สุภัทร ขอให้เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องไปว่ากัน ตนไม่ขอก้าวล่วง ส่วนอะไรที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในขณะนั้น ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้ แต่อะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ขอที่จะชี้แจง

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ทั้งหมด 59 เขต พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส. ไม่น้อยกว่า 31 เขต และพยายามที่จะรักษาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้อยู่ครบให้ได้ ฉะนั้นหากประชาชนมีความพอใจและเข้าใจนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็ขอให้ช่วยกันเลือก เพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย เข้าไปในสภามากยิ่งขึ้น 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 30 ปี ที่หายไปของพี่น้อง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หากเรามี สส. เข้าไปสภาเยอะๆ จะได้ไปช่วยกันอภิปรายขอ หรือทักท้วงในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนใต้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนและเพื่อนๆ ที่ร่วมสังฆกรรมและร่วมอุดมการณ์ทั้ง 31 คน จะต้องไปทวงคืนในสิ่งที่คนใต้ของพวกเราสูญหายไป 

เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิด “ลุงตู่ไม่อยู่แล้วให้เลือกลุงหนู” หรือการเมืองแบบเชิงยุทธศาสตร์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แนวคิดนี้ เป็นแนวความคิด ตนคิดว่า ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่า ฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ตนอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรไปใส่ใจและผลักดันกับพรรคนั้น ถ้าถามตน ในคำถามที่แรงก็ต้องพูดตามความจริง ความรู้สึกเฉพาะส่วนบุคคล ฉะนั้นถ้าถามตนก็ยืนตรง ตนรักชาติ ตนมีความเป็นไทย เคารพในบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีที่สร้างประเทศไทยบนถิ่นแหลมทองแห่งนี้ การเลือกถิ่นแหลมทองแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเรามีสายตาที่เฉียบคม เพราะอะไรที่เป็นภัยธรรมชาติประเทศไทยไม่เคยเจอเลย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่นเวียดนามเจอพายุปีหนึ่งกี่ครั้ง แต่ประเทศไทยในกี่ปีจะเจอพายุในหนึ่งครั้ง 

“ผมมีความภาคภูมิในความเป็นไทย ภาคภูมิที่ได้เกิดในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ พวกเราควรจะเลือกหรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่า พวกเราจะเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสาร” นายพิพัฒน์ กล่าว.