วันที่ 29 ม.ค. นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งมีมูลค่าโครงการมากกว่า 200,000 ล้านบาท ใช้ระยะเวลากว่า 5 ปีครึ่งนั้น
ล่าสุดบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือยูทีเอ โดยนายกวิน กาญจนพาสน์ และนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น ได้ร่วมกันลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ

“ภายใต้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ ยูทีเอ ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐ และนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยบริษัท ยูทีเอ จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ซึ่งจากการสละสิทธิเงื่อนไขดังกล่าว สกพอ. เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ยูทีเอเริ่มนับระยะเวลาโครงการ หรือเอ็นทีพี ภายในเดือน ก.พ. 69 เพื่อให้โครงการเริ่มต้นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลังจากการออกเอ็นทีพีแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป”

ทั้งนี้หลังจากการแจ้งเอ็นทีพีโครงการฯ ยูทีเอจะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินที่จำเป็นเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของแอร์พอร์ต ซิตี้ และโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและดึงดูดนักลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่ ปัจจุบันในพื้นที่โครงการฯ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 71 และได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น กล่าวว่า เชื่อว่ามาตรการสนับสนุนตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่า อีอีซีเอ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนระดับโลก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และส่งเสริมรายได้ ให้กับคนไทยได้ในระยะยาว เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
ซึ่งนับตั้งแต่เราเริ่มเซ็นสัญญาเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก จนถึงวันนี้ นับเป็นเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง แม้จะพบกับปัญหามากมาย ที่ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก แต่ด้วยพันธมิตรที่ไม่ยอมแพ้ และผลักดันโครงการกันอย่างต่อเนื่องจึงทำให้เกิดการลงนามร่วมกันเป็นครั้งที่ 4

“ผมมั่นใจว่าการลงนามในครั้งนี้ จะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยโครงการแรกที่คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงปลายปีนี้บนพื้นที่ 6,500 ไร่ จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรองรับนักลงทุน และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า อีอีซีเอพร้อมเปิดรับนักลงทุนทุกคน และจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง”



