เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการสอบสวนเหตุอุบัติเหตุเครนงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ของสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด หล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งพบว่า ผู้รับจ้างไม่ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแล และเฝ้าระวังความปลอดภัยในการทำงาน (Safety And Look Out Man) ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาทั้งในพื้นที่ก่อสร้าง และบริเวณแนวทางรถไฟ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างชัดเจน เป็นหนึ่งมูลเหตุที่สามารถบอกเลิกสัญญาได้

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่ตกหล่นลงมานั้น เบื้องต้นสาเหตุที่เครนหล่นลงมาเกิดจากการหักของอุปกรณ์ที่ใช้ยึด (PT Bar) ส่วนสาเหตุที่หักอยู่ระหว่างการพิสูจน์ซาก และตรวจสอบเชิงวิศวกรรม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภาวิศวกร วสท. และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามแม้ผลสอบเบื้องต้นจะชี้ชัดถึงความบกพร่องของผู้รับจ้างในเรื่องความปลอดภัย แต่การพิจารณายกเลิกสัญญายังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งบอร์ด รฟท. และคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย รฟท. มีความเห็นว่า ให้นำเรื่องนี้หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดก่อน เพื่อให้เกิดความรัดกุม รอบคอบ ถูกต้อง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งให้สอดคล้องกับมาตรา 103 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐด้วย

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ในสัปดาห์หน้า รฟท. จะนำรายละเอียดผลการสอบสวนทั้งหมด หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอความเห็นทางกฎหมายในประเด็นแนวทางการบอกเลิกสัญญา รวมทั้งหากบอกเลิกสัญญาจะให้ไอทีดีกลับมาเข้าร่วมประมูลได้หรือไม่ เมื่อได้รับความเห็นกลับมา จะเสนอบอร์ด รฟท. พิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามขณะนี้ รฟท. ยังคงสั่งให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี เป็นผู้รับจ้างสัญญา 3-4 โครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน หยุดการก่อสร้างไปก่อน จนกว่าผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้งานสัญญาดังกล่าวมีความคืบหน้าประมาณ 99.5% เหลืองานอีก 0.5% โดยเหลืองานวางเซกเมนต์ 18 แปลน และทางรถไฟอีกประมาณ 900 เมตร ตามแผนงานจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2569 แต่หากมีการยกเลิกสัญญา ทาง รฟท. ต้องหาผู้รับจ้างรายใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดหา และก่อสร้างแล้วเสร็จอีกประมาณ 14 เดือน
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ ได้เปิดเดินขบวนรถตามปกติแล้ว แต่ยอมรับว่าภายหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องผ่านจุดเกิดเหตุ ลดน้อยลง จากเดิมเต็มทุกที่นั่ง แต่ปัจจุบันไม่เต็ม อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ รฟท. จะดำเนินการมาตรการทุกด้าน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น และความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งจะเร่งรัดการจัดทำประกันภัยผู้โดยสารรายบุคคลด้วย



