ช่วงเวลาโค้งสุดท้ายนี้ หลายพรรคการเมืองปล่อยของเพิ่มเติม หมดหน้าตัก งัดสารพัดยุทธวิธีมาให้โดนใจประชาชน พร้อมช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้ายก่อนวันเปิดคูหา

จากภาพรวมผลโพลจากสำนักต่างๆ ขอโฟกัสไปที่ศึก 3 สี 3 พรรคการเมืองตัวท็อป ได้แก่ “สีแดง – พรรคเพื่อไทย” , “สีส้ม –  พรรคประชาชน” และ “สีน้ำเงิน –  พรรคภูมิใจไทย” ต้องมาดูกันว่าแต่ละค่ายจะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายอย่างไร เพื่อแลกกับคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชนส่งให้ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

โดยค่ายสีแดง “พรรคเพื่อไทย” โชว์ความเป็น “ประชานิยมตัวพ่อ” เข็นนโยบายกระชากแรงใจรากหญ้า คือ คนไทยเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” วันละ 9 คน ซึ่งใช้งบประมาณราวๆ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปี รวม 4 ปี จะเป็นเงิน 13,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป้าหมายสำคัญ คือดึงร้านค้าเข้าระบบฐานข้อมูลภาษี เพื่อให้ภาครัฐใช้เสริมสร้างเศรษฐกิจ

แม้ถูกคู่แข่งทางการเมืองรุมถล่มว่าเป็นนโยบายสิ้นคิด ถนัดแต่แจก ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทย และเมื่อเริ่มทำจริง อาจออกมา “ไม่ตรงปก” ซ้ำรอย “แจกเงินหมื่นผ่านระบบดิจิทัล วอลเล็ต” แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้ตอนนี้ คือพลังจาก “คอหวย” ที่พร้อมตบเท้าเข้าร่วม เพราะไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว แต่ได้มีลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านรายวัน

ส่วนค่ายสีส้ม “พรรคประชาชน” ที่เวลานี้กำลังโกยแต้มรัวๆจากมนุษย์เงินเดือน กรณีที่ “ไอซ์ – รัชนก ศรีนอก” ปลุกพลังความโกรธของประชาชน จากการเปิดโปงปัญหาต่างๆ ในการบริหาร “กองทุนประกันสังคม” และเสริมทัพด้วย “ทิม – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่โดดเข้ามาเดินสายเก็บแต้มจากด้อมส้มทั้งหลาย ส่งให้พรรคส้มกวาดเก้าอี้สส.ได้ตามเป้า 250 เสียง พร้อมโปรโมต 36 นโยบายเด็ด มุ่งปฏิรูปดูแลสุขภาพของประชาชน เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ

พ่วงรณรงค์ “กาส้ม ล้มเทา” แถมยังปล่อยคาราวานรถแห่ “เลือกอนาคต” 8 สาย ปักธงส้มพร้อมกัน 77 จังหวัด ถือเป็นไพ่ใบเด็ดที่จะทำให้เกิด “สึนามสีส้ม” ส่งให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” หลังจากหาเสียงแบบออร์แกนิค ไม่เน้นการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ แต่เดินหน้าชูนโยบายเรือธง “คนละครึ่งพลัส” และลดค่าไฟ เหลือยูนิตละ 3 บาท รวมถึงนโยบายทหารอาสา 100,000 คน ซึ่งในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ แกนนำค่ายสีน้ำเงินเลือกฟื้นกลยุทธ์เก่า “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” มาใช้ ต่อด้วยวาทกรรมที่ว่า “ขอให้คนไทยเลือกพรรคที่รักชาติ” ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์เดือดว่า ความรักชาติวัดกันที่ตรงไหน จะแบ่งข้างประชาชนอีกครั้งใช่หรือไม่ แถมยังสวนทางกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้สวมหมวกอีกใบในฐานะหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เคยประกาศว่าขอให้คนไทยสร้างสามัคคีดีกว่า

ต้องจับตาดูกันว่าแต่ละพรรคการเมืองที่งัดสารพัดไม้ตายมาใช้ฟาดฟันกันจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนวันชี้ชะตา จะโดนใจประชาชนเทคะแนนให้สักเพียงใด หรือจะกลายเป็นบูมเมอแรงเหวี่ยงกลับเสียบตัดชีพของตัวเอง.