การลักลอบเผาในครั้งนี้ หลายคนมองว่าอาจมีแรงจูงใจมาจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศห้ามเผาในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-31 มี.ค. 69 เพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิการช่วยเหลือจากรัฐนาน 2 ปี และเพิ่มโทษหนักปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุก 20 ปี ดังนั้นการที่เกษตรกรหลายรายเลือกใช้วิธีการเผาเพื่อปรับพื้นที่นาข้าวให้พร้อมในการทำนาครั้งต่อไปได้เร็ว และประหยัดเงินมากที่สุด เพราะหากไถกลบนอกจากเกิดความช้าในการกำจัดซากวัชพืชแล้วยังต้องเสียเงินจ้างรถไถกลบอีกด้วย

กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีพื้นที่เกษตรกว่า 1 แสนไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตหนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรี สายไหม บางเขน สะพานสูง ประเวศ หนองแขม และทวีวัฒนา ในอดีตปัญหาการเผาตอซังข้าว ถือเป็นปัญหาหลักที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เจอกับควัน PM2.5 ในช่วงหน้าหนาว ในปี 65 มีพื้นที่เผา 5,625 ไร่ แต่ปัจจุบันการเผาตอซังข้าวของเกษตรกรเมืองกรุงเป็นศูนย์ เนื่องจากการรณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าวมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งที่ผ่านมา สำนักพัฒนาสังคม กทม.ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกแตงโม (พืชใช้น้ำน้อย) หลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำนา เปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรัง เพื่อลดการเผาตอซัง ฟางข้าว และลดการใช้น้ำเนื่องจากผลกระทบภาวะน้ำชลประทานในภาวการณ์ขาดแคลนน้ำ

ทางด้าน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ไม่อยากให้ประชาชนมองว่าเกษตรกรเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่น เนื่องจากเกษตรกรมีต้นทุนที่ต่ำอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุน เช่น การส่งเสริมการซื้อผลิตภัณฑ์จากแปลงนาที่ไม่เผา ส่งเสริม จัดหา สนับสนุน การใช้รถอัดฟางให้แก่เกษตรกร การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเกษตรกร หรือการปลูกพืชทางเลือกอื่นทดแทน

ขณะที่ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ระบุว่า จากเหตุการณ์ไฟไหม้ทุ่งนาในพื้นที่ จ.นครนายก นั้น ไม่ควรถูกมองหรือสื่อสารในลักษณะการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน อาทิ ต้นทุนการผลิต ระบบและการเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ที่ผ่านมา กทม.ได้ปรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการแก้ไขที่ปลายทาง มาเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกร ให้มีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ซึ่งแนวทางดังกล่าวก็ได้มีการดำเนินงานร่วมกับ จ.นครนายก อย่างต่อเนื่องก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

  • นำร่องนวัตกรรมจุลินทรีย์โดรน ลดต้นทุนเกษตรกร แก้ปม PM2.5

กทม.ตระหนักถึงการลดการเผาในภาคเกษตรจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และการสนับสนุนที่เหมาะสม จึงได้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พัฒนาโครงการนำร่องการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การสนับสนุนจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง–ฟางข้าว สำหรับพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการฉีดพ่นด้วยโดรน ที่ใช้น้ำเพียงประมาณ 8 ลิตรต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำเข้าแปลงนา และสามารถใช้แหล่งน้ำทั่วไป ลดภาระและต้นทุนของเกษตรกร หลังการฉีดพ่น ใช้ระยะเวลาการย่อยสลายประมาณ 20–25 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรอบการปลูกข้าว ก่อนทำการไถกลบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกษตรกรต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ ซากฟางที่ผ่านการย่อยสลายสามารถเปลี่ยนเป็นอินทรีย์วัตถุและปุ๋ยบำรุงดิน ช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีในระยะยาว

  • รถอัดฟาง ช่วยลดการเผาตอซัง

ที่ผ่านมา กทม.ขับเคลื่อนให้เกษตรกรใช้รถอัดฟางข้าว เพื่อลดการเผาตอซัง ฟางข้าวและวัสดุทางการเกษตร สาเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 อันจะทำให้ก่อมลพิษทางอากาศ ส่งเสริมให้เกษตรกรนำฟางข้าวไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรอัดฟางข้าว ได้สนับสนุนรถแทรกเตอร์และเครื่องอัดฟาง 3 คัน เพื่อให้เกษตรกรยืมใช้ตามหลักเกณฑ์การยืมใช้ครุภัณฑ์ของทางราชการ โดยเกษตรกรรวมกลุ่มกันขอยืมใช้ จอดอยู่ที่ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร หนองจอก และส่งคืนกทม.ในสภาพเดิม ทั้งนี้ จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรทางหนึ่งที่จะไม่ให้เผาตอซัง และยังสร้างรายได้จากการขายฟางก้อนอีกด้วย ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มผู้ผลิตฟางอัดก้อน

  • ข้าวนาแปลงนี้ไม่เผา

เนื่องจากข้อมูลของส่วนส่งเสริมเกษตรกรรม สำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กทม. พบว่า มีเกษตรกรทำนา (เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568) จำนวน 3,265 ครัวเรือน พื้นที่นา 75,978.67 ไร่ ซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าว กข 79 ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมแม่โจ้ข้าวพันธุ์ กข 41 กข 43 กข 49 กข 83 กข 85 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น การเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ซื้อจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถขายข้าวได้ง่ายขึ้น จึงมีโครงการ “นาแปลงนี้ไม่เผา” โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ กทม. ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ลงตรวจแปลงข้าว ซึ่งข้อกำหนดที่จะได้ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรกรุงเทพมหานคร Bangkok G ข้าว นั้นคือในการเตรียมแปลงข้าวต้องไม่มีการเผาตอซังข้าว และ เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้.