รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เขียนบทความเรื่อง Swing City และ Swing Voter กับการเลือกตั้งทั่วไป 2569 เนื้อหาระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไป 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าประหลาดใจของการเมืองไทยยุคใหม่ เพราะสิ่งที่อันตรายสำหรับพรรคการเมืองในวันนี้ ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่กระแสโซเชียล ไม่ใช่แม้แต่ศึกวาทกรรมรายวัน แต่คือ “ความไม่แน่นอน” ที่แฝงตัวอย่างเงียบเชียบทั้งในพื้นที่และหัวใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โลกการเมืองแบบเดิม เราต่างคุ้นชินกับคำว่า “ฐานเสียง” เมืองนี้ของใคร ภาคนั้นของพรรคอะไร แต่ในปี 2569 แนวคิดนั้นกำลังถูกเขย่าและเกิดอาการสั่นคลอนยิ่งนัก เมืองหลาย ๆ เมืองไม่ตอบสนองต่อสีเสื้อ พรรค หรือประวัติศาสตร์การเมือง เมืองไม่ภักดี แต่ “ลังเล”  สถานการณ์นี้เข้าข่ายที่เรียกว่า Swing City กล่าวคือพื้นที่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมทุกเมื่อสำหรับการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง ถ้าหากว่ามีอะไรบางอย่างมากระทบใจในช่วงเวลาที่ใช่!

ขณะเดียวกัน ในเมืองหรือพื้นที่นั้น ๆ ยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่ออาการยากหนักต่อการอ่านใจ เพราะอาการเงียบ ไม่ส่งเสียง ไม่ติดแฮชแท็ก ไม่โต้เถียงในคอมเมนต์ แต่เมื่อถึงวันโหวตก็ร่วมพาเหรดเดินเข้าคูหาเลือกตั้งด้วยการตัดสินใจที่เลือกมาแล้วด้วยความเด็ดขาด คนกลุ่มนี้คือ Swing Voter ซึ่งมีเป็นจำนวนไม่น้อยและทับซ้อนกับสิ่งที่นักการเมืองกลัว คือพวก Quiet Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ประกาศตัว แต่มีอำนาจเปลี่ยนผลเลือกตั้งทั้งประเทศ

Swing City กับ Swing Voter ไม่ใช่คนละเรื่อง แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน เมืองที่แกว่ง เพราะคนในเมืองไม่ยึดติด และคนที่แกว่ง เพราะไม่ศรัทธาใครง่าย ๆ อีกแล้ว เพราะกลุ่มนี้เรียนรู้และโตมากับความหวังที่ถูกลากให้เลื่อนและวนซ้ำเดิม พร้อมกับคำสัญญาที่สวย ๆแต่ไม่เคยลงจอดในชีวิตจริงบนการเมืองที่พูดมากกว่าทำเรื่อยมา

ความเหมือนสำคัญระหว่าง Swing City และ Swing Voter คือการปฏิเสธการเมืองแบบเลือกข้างสุดโต่ง ไม่เคยถามว่า “อยู่ฝ่ายไหน” แต่ถามว่า “ทำอะไรได้จริง” ไม่สนใจสงครามวาทกรรมบนโลกออนไลน์เท่ากับราคาข้าว ค่าไฟ หนี้ครัวเรือน และอนาคตของลูกหลาน การเมืองที่ยังคิดว่าการชนะใจคนกลุ่มนี้ทำได้ด้วยคำพูดใหญ่โตหรือการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอาจพาหลงจนเสียคะแนนอย่างแรง

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างก็ชัดเจน คือ Swing City เน้นเรื่องของโครงสร้าง เศรษฐกิจ การย้ายถิ่น คนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น เมืองที่ขยายตัวเร็วกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง ขณะที่ Swing Voter มุ่งที่เรื่องของประสบการณ์ส่วนตัว ความผิดหวังสะสม และความระแวงต่ออำนาจรัฐ พรรคการเมืองอาจอ่านแผนที่เมืองได้ แต่ถ้าอ่านใจคนไม่ออก ก็ไม่มีวันชนะ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่การแพ้ แต่คือ “การไม่ออกมาเลือก” ความล้มเหลวของระบบประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากคนเลือกผิดเสมอไป แต่อาจเกิดจากคนจำนวนมากเลือกจะไม่เลือกอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าคะแนนเสียงของตนไม่เคยถูกนับอย่างมีความหมาย

เมื่อมองลึกลงไปตามช่วงวัย ความเสี่ยงนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น คนรุ่น Baby Boomer ยังออกมาใช้สิทธิอย่างสม่ำเสมอ แต่หลายครั้งเลือกจากความคุ้นเคยหรือความกลัวการเปลี่ยนแปลงมากกว่าความหวังใหม่ คน Gen X ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของสังคม กลับเป็นกลุ่มที่เงียบที่สุด หากรู้สึกว่าการเมืองไม่น่าเชื่อถือ ก็อาจเลือกไม่เสียเวลาไปคูหา และการหายไปของ Gen X นี้คือความสูญเสีย

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Gen Y คือคนรุ่นที่ตื่นรู้ทางการเมืองสูง แต่ก็เหนื่อยง่ายที่สุด เคยเชื่อ เคยออกมา เคยหวัง และเคยผิดหวัง หากการเลือกตั้ง 2569 ยังไม่ให้เหตุผลที่ดีพอว่าทำไมต้อง “เชื่ออีกครั้ง” พลังของ Gen Y อาจแปรเปลี่ยนเป็นความเฉยชา ส่วน Gen Z คือโจทย์ที่ยากที่สุด ไม่ปฏิเสธการเมือง แต่ไม่ศรัทธาระบบ หากการเมืองยังพูดภาษาเดิม ใช้คนหน้าเดิม และคิดแบบเดิม คน Gen Z นี้อาจเลือกยืนดูมากกว่าเข้าไปมีส่วนร่วม

ในสนามการเลือกตั้ง 2569 นี้ กลยุทธ์ที่พรรคการเมืองต้องใช้อาจไม่ใช่การตะโกนให้ดังขึ้น การพูดให้จริงขึ้น ไม่อธิบายนโยบายยาว ตอบคำถามง่าย ๆ ว่า “ชีวิตฉันจะดีขึ้นอย่างไร และเมื่อไหร่” Swing Voter ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการความจริงใจ และ Quiet Voter พร้อมจำฝังใจ

การเลือกตั้งทั่วไป 2569 อาจจะไม่ถูกตัดสินด้วยเวทีปราศรัยที่ครึกโครมหรือยอดไลก์ที่ถล่มทลาย หากแต่ความเงียบของคูหาเลือกตั้งอาจถูกตัดสิน โดยเฉพาะเมืองที่ไม่มีใครแน่ใจว่าใครจะชนะ และผู้คนที่ไม่เคยประกาศตัวตนว่าอยู่
ฝ่ายไหน ๆ พรรคการเมืองที่ยังคิดว่าเสียงดังเท่ากับชนะก็มีสิทธิแพ้ให้กับเสียงที่ไม่เคยตะโกนใด ๆ ออกมาก็ได้ ใครจะรู้
แต่ 8 ก.พ. 2569 นี้รู้ไปพร้อม ๆ กันแน่นอน…ครับ