เมื่อวันที่ 30 ม.ค. เวลา 10.35 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กรณีการสอบสวนคดีสินบนทองคำ ว่า ตนมายื่นเรื่องเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีแจ้งขอความเห็นทางกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สืบเนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับคืนไปยังตำรวจ โดยระบุว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งให้ใช้ช่องทางยื่นผ่านประธานรัฐสภา ขณะเดียวกัน ทางตำรวจพยายามหาเหตุ โดยทำหนังสือไปถึงสำนักงานอัยการและสภาทนายความ เพื่อขอให้ช่วยแสดงความเห็น พยายามหาหน่วยงานมาวินิจฉัยเพื่อให้ได้คำตอบหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาใช่หรือไม่ ตนจึงขอให้นายกฯ ช่วยเป็นคนกลาง ส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา

นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ตนยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด และมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ดังนั้น ในคดีดังกล่าว กฎหมายระบุว่าต้องเป็นช่องทางดำเนินคดีเฉพาะ ใครจะตีความให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ชุดพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วเห็นว่ามีเหตุ ก็ต้องไปตามเส้นทางศาลฎีกา เพื่อให้คนกลางที่มีความชอบธรรมพิจารณาเรื่องนี้ ดีกว่าให้คนที่ทำไม่ถูกต้องมาพิจารณา ซึ่งตนยืนยันว่าความพยายามที่จะตีความช่องทางอื่นและแยกสำนวนนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ ตนจึงเดินทางมาขอให้นายกฯ ช่วยเป็นคนกลางในการส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่สังคม และตนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ตนหมายยื่น ย้ำว่าตนต้องการให้ทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามอำเภอใจ คนผิดคือผิด ไม่มีวันกลายเป็นถูก




