เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ร่วมกับ นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วยหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการควบคุม ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ในการป้องกันการลักลอบนำสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไปใช้ในการผลิตยาเสพติด
พล.ต.ท.สมประสงค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อสังเกตถึงผลการปฏิบัติงานปราบปรามยาเสพติดที่จับและตรวจยึดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก แต่กลับยังคงมีการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง และแพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าที่ผ่านมาพบสารตั้งต้นสารเคมีภัณฑ์จำนวน 5 รายการ ที่ถูกนำเข้ามา และพบว่าถูกส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด ซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ที่ต้องถูกควบคุมในการขนย้าย หรือได้รับอนุญาตในการนำไปใช้ ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535
“สารตั้งต้นเหล่านี้เป็นสารที่ถูกนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย และนำมาใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมตามปกติ แต่มีผู้ลักลอบส่งให้กับผู้ผลิตยาเสพติดไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ได้เห็นความสำคัญเรื่องนี้จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมพูดคุยและขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา เน้นในเรื่องของการสกัดกั้นสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในส่วนประกอบของยาเสพติด” ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าว

ด้าน นายพันธ์ทอง กล่าวว่า สารเคมีภัณฑ์ที่ถูกระบุว่าเป็นสารตั้งต้นนำไปประกอบสารเสพติดนั้น พบมีการนำเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก แต่จากผลดำเนินคดี พบว่ามีจำนวนกว่า 4,000 กิโลกรัม ที่ตรวจยึดได้จากการกระทำความผิด โดยสิ่งที่จำเป็นต้องเข้ามาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสารเคมีภัณฑ์เหล่านี้ ถูกนำมาใช้กับงานด้านอุตสาหกรรมตามปกติ และสามารถนำเข้าและส่งออกได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้จะต้องร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและติดตามผลการเคลื่อนย้ายและขนส่ง รวมถึงวัตถุประสงค์การนำเคมีภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้
สำหรับห้วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีผลการสกัดกั้น และปราบปรามสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ จำนวนรวม 5 รายงาน ตรวจยึดสารเคมีได้หลายชนิด เช่น Toluene ปริมาณ 317.09 ตัน, Acetone 352.58 ตัน, Hydrobromic Acid 97.2 ตัน, Methylamine 169.56 ตัน, Methyl Ethyl Ketone 1 ตัน เป็นต้น โดยเฉพาะ Toluene และ Acetone ซึ่งหากไปถึงมือขบวนการผลิตยาเสพติดเชื่อว่าสามารถใช้ผลิตยาบ้าได้กว่า 950 ล้านเม็ด
โดยที่ประชุมได้มีแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้
1.ปรับปรุงรายการบัญชีสารเคมีที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมสารที่อาจจะนำไปผลิตยาเสพติด
2.บูรณาการร่วมทุกหน่วยงานในการติดตามการขนส่งสารเคมีภัณฑ์ที่เข้าข่ายฯ ร่วมตรวจสอบสถานประกอบการ โรงงาน โกดัง อย่างจริงจัง
3.กำหนดมาตรการนำเข้า นำผ่านสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในการควบคุม
4.กำหนดมาตรการส่งออก และการควบคุมเป็นกรณีพิเศษในส่วนของพื้นที่ชายแดน เช่น พื้นที่ จ.ตาก จ.เชียงราย จ.กาญจนบุรี เป็นต้น
5.พัฒนาระบบระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการนำเข้า นำผ่าน การส่งออก และการเคลื่อนย้ายสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไปยังพื้นที่ชายแดน
6.ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย ครอบคลุมชนิดและประเภทของสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงอัตราโทษสำหรับความผิดในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข่าวกรอง และการปฏิบัติการ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิตยาเสพติด ซึ่งหากสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ปริมาณยาเสพติดที่ลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทยลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดได้ที่สายด่วน 191, 1599 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันปกป้องลูกหลานของชาติให้ห่างไกลจาก “ยานรก” และร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัย มั่นคง และอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยอย่างแท้จริง.



