เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงภายหลังการประชุม กมธ. ว่า ที่ประชุมเริ่มพิจารณางบประมาณในส่วนมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท ซึ่งการพิจารณางบประมาณภาพรวมเป็นการพิจารณาข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเศรษฐกิจ 4 หน่วยงานมาชี้แจงถึงภาวะเศรษฐกิจภาพรวม ได้แก่ 1.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.กระทรวงการคลัง 3.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 4.สำนักงบประมาณ

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า ร้อยละ 4  ในไตรมาสที่ 4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว ร้อยละ 34.2 ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโต ร้อยละ 43.8 ในปีนี้ และ ร้อยละ 17.2 ในปีหน้า สะท้อนว่า AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดว่าแม้การบริโภคจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่แรงหนุนจากการลงทุนและอุตสาหกรรม AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ร้อยละ 2.3 ในปีนี้ และ ร้อยละ 1.8 ในปีหน้า โดยต้องติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลของมาตรการภาครัฐอย่างใกล้ชิด

น.ส.ณัฐธิดา ยังกล่าวว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการ ได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า สภาพัฒน์ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงานได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร

โดยผู้แทนสภาพัฒน์ ได้ชี้แจงกับกรรมาธิการ ว่า หน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ

สำหรับการประชุมกรรมาธิการ ในวันที่ 6 ก.ค. นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานแรก.