สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า งานศึกษาชิ้นนี้ประเมินแนวทางการดำเนินการที่แตกต่างกัน เนื่องจากฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ กำลังพิจารณาห้ามใช้สารเพอร์ฟลูออโรอัลคิล และสารโพลีฟลูออโรอัลคิล ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “พีเอฟเอเอส” หรือ “สารเคมีตลอดกาล” ในสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ตั้งแต่กล่องพิซซ่า ไปจนถึงเสื้อผ้า

การศึกษาพบว่า การหยุดผลิตและเลิกใช้สารพีเอฟเอเอสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย อาจช่วยลดต้นทุนได้ถึง 330,000 ล้านยูโร (ราว 12.36 ล้านล้านบาท)

“งานศึกษายืนยันว่า การแก้ไขปัญหาสารพีเอฟเอเอสที่ต้นตอ มีความสำคัญและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับต้นทุนด้านธรรมชาติและสุขภาพ ก็เป็นสิ่งสำคัญ” นางเจสสิกา รอสวอลล์ กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของอียู กล่าว

ทั้งนี้ การศึกษาระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การดำเนินการแบบปกติ ต้นทุนทางสังคมของมลพิษจากสารพีเอฟเอเอส จะสูงถึงประมาณ 440,000 ล้านยูโร (ราว 16.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2593 โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่การแบนสารพีเอฟเอเอส จะช่วยประหยัดเงิน 110,000 ล้านยูโร (ราว 4.12 ล้านล้านบาท) เนื่องจากสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่แล้ว จะค่อย ๆ หมดอายุการใช้งาน.

เครดิตภาพ : AFP