สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า งานศึกษาชิ้นนี้ประเมินแนวทางการดำเนินการที่แตกต่างกัน เนื่องจากฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ กำลังพิจารณาห้ามใช้สารเพอร์ฟลูออโรอัลคิล และสารโพลีฟลูออโรอัลคิล ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “พีเอฟเอเอส” หรือ “สารเคมีตลอดกาล” ในสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ตั้งแต่กล่องพิซซ่า ไปจนถึงเสื้อผ้า
การศึกษาพบว่า การหยุดผลิตและเลิกใช้สารพีเอฟเอเอสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย อาจช่วยลดต้นทุนได้ถึง 330,000 ล้านยูโร (ราว 12.36 ล้านล้านบาท)
“งานศึกษายืนยันว่า การแก้ไขปัญหาสารพีเอฟเอเอสที่ต้นตอ มีความสำคัญและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับต้นทุนด้านธรรมชาติและสุขภาพ ก็เป็นสิ่งสำคัญ” นางเจสสิกา รอสวอลล์ กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของอียู กล่าว
Europe is on track to pay at least €440 billion to deal with the pollution and health impacts from toxic PFAS chemicals by the middle of the century, according to a study released today by the European Commission.https://t.co/UuyTtn2brw
— POLITICOEurope (@POLITICOEurope) January 29, 2026
ทั้งนี้ การศึกษาระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การดำเนินการแบบปกติ ต้นทุนทางสังคมของมลพิษจากสารพีเอฟเอเอส จะสูงถึงประมาณ 440,000 ล้านยูโร (ราว 16.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2593 โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่การแบนสารพีเอฟเอเอส จะช่วยประหยัดเงิน 110,000 ล้านยูโร (ราว 4.12 ล้านล้านบาท) เนื่องจากสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่แล้ว จะค่อย ๆ หมดอายุการใช้งาน.
เครดิตภาพ : AFP



