เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” โดยเชิญ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
มาพูดปาฐกถาในหัวข้อ: ฉุกคิด วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

- การปรับเปลี่ยน Mindset และความเชื่อมั่นในประเทศ ผู้บรรยายเน้นย้ำว่าคนไทยมักขาดความเชื่อมั่นในประเทศตนเอง โดยมองว่าไทยจะเป็นเพียง “ประเทศกำลังพัฒนา” ตลอดไป ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ, ท่านกระตุ้นให้ผู้ฟังเชื่อมั่นว่าไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นชาติที่พัฒนาแล้วและเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์ได้ หากขาดความเชื่อมั่นนี้ก็ไม่ควรมาเป็นผู้นำหรือนักยุทธศาสตร์, ตัวอย่างความสำเร็จเช่น การตั้งเป้าหมายสร้างยานอวกาศและดาวเทียมเอง แทนที่จะซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว
- การเปลี่ยนวิธีคิดจาก “นักวิจัย” สู่ “นักยุทธศาสตร์”
•การคิดย้อนศร (Reverse Engineering/Thinking): นักวิจัยมักคิดจาก “ต้นน้ำไปปลายน้ำ” (ทำวิจัยแล้วหวังว่าจะเกิดผลประโยชน์) แต่ผู้บริหาร (คณบดี, อธิการบดี, รัฐมนตรี) ต้องคิดแบบนักยุทธศาสตร์คือมองจาก “ปลายน้ำย้อนมาหาต้นน้ำ” โดยดูว่าเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร แล้วค่อยกำหนดวิธีการ
•หลุดพ้นจากกับดักวิชาการ: การมุ่งเน้นแต่การตีพิมพ์ผลงานวิชาการ (Publication) ไม่เพียงพอและควรเป็นเรื่องรอง ผู้บริหารต้องยกระดับความคิดให้พ้นจากกรอบนักวิจัยเดิม ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “CEO Fantasy” คือตำแหน่งสูงแต่ความคิดยังอยู่ที่ระดับปฏิบัติการ - การบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ
•กล้าตัดสินใจและมีจุดเน้น: การบริหารทรัพยากรแบบ “หารเฉลี่ย” เพื่อให้ทุกคนพอใจเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และจะทำให้ล้มเหลว ผู้นำต้องกล้าเลือกทำเรื่องหลัก (Priority) และยอมรับว่าจะมีคนไม่พอใจ การดำรงตำแหน่งผู้นำแต่ไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงถือเป็นบาป
•ใช้ระบบให้เป็น: ระบบราชการไทยที่บรรพบุรุษสร้างไว้ใช้งานได้จริง แต่ผู้นำต้องแสดงบทบาทการนำ ไม่ใช่ทำงานแทนลูกน้อง หรือโยนภาระให้รองผู้บริหารจนงานล่าช้า - ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์
•การเลือกพันธมิตร: ไม่ควรหว่านไปทุกประเทศ แต่ควรเลือกเจาะจงประเทศที่มีศักยภาพและเต็มใจช่วย เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น
•การใช้ Soft Power และบารมี: ใช้กลไกที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (Non-scientific) มาช่วย เช่น พระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ในการเจรจากับจีนเพื่อฝากส่งยานอวกาศ หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวและอัธยาศัยไมตรี (Service/Hospitality) ของคนไทยในการดึงดูดนักวิจัยเก่ง ๆ ระดับโลก
•การวางตำแหน่งประเทศ: ไทยควรวางตัวเป็นศูนย์กลาง (Hub) เชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป โดยให้ไทยเป็นตัวกลางในการประสานงานวิจัย - การเอาชนะในสภาวะที่ไม่พร้อม (Asymmetric Strategy) ผู้บรรยายยกตัวอย่างสงครามเวียดนามและญี่ปุ่น เพื่อชี้ให้เห็นว่า “ความไม่พร้อม” ไม่ใช่ข้ออ้าง หากเราไม่พร้อม เราต้องหาวิธีการต่อสู้ในแบบของเรา (ทางลัด/ทางเลี่ยง) ไม่ใช่สู้ในกติกาของคนที่เหนือกว่า, เช่น การไม่ต้องสร้างจรวดส่งยานอวกาศเองเพราะต้องใช้เวลา 20 ปี แต่ไปร่วมมือกับจีนในการส่งแทน หรือการใช้มาตรฐาน NATO ในการผลิตอาวุธเพื่อส่งออกโดยไม่ต้องรอให้กองทัพไทยซื้อก่อน
- การเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ต้องปรับตัวเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (เช่น EV, AI, Data Center) โดยเน้นผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดทันที (Non-degree) มากกว่าเน้นปริญญาตามระบบเดิม


สรุปโดยรวมคือ การเรียกร้องให้บุคลากรในแวดวงวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยไทย “คิดใหญ่ มองไกล และใช้ยุทธศาสตร์” โดยผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ การทูต และการบริหารจัดการ เพื่อพาประเทศไทยออกจากกับดักประเทศกำลังพัฒนา



