ไม่มีใครไม่รู้ว่า “เยาวราช” คือแหล่งชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่ชาวจีนเริ่มเข้ามาค้าขายกับคนไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 บริเวณรอบ ๆ ท่าเรือราชวงศ์ก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้า ก่อนที่จะมีการสร้างถนนขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าขายในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “ถนนเยาวราช” ความที่มีวัดจีนและศาลเจ้ากระจายตัวอยู่มากมาย มีวัดที่ใคร ๆ ต้องมาอย่างน้อยปีละครั้งก็คือ “วัดมังกรกมลาวาส” หรือ “วัดเล่งเน่ยยี่” เพราะยืนหนึ่งเรื่องแก้ปีชง


ถนนที่ขนานเคียงคู่กับเยาวราชซึ่งกำลังฮิตติดกระแสคือ “ทรงวาด” ถนนสายประวัติศาสตร์ได้ชื่อมาจากรัชกาลที่ 5 ที่ “ทรงวาด” กำหนดแนวถนนขึ้นใหม่หลังเหตุไฟไหม้สำเพ็งในปี พ.ศ. 2449 ด้วยทำเลที่ตั้งติดแม่น้ำทำให้ทรงวาดเป็นแหล่งการค้าและท่าเรือสำคัญมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งทั้งทางรถและเรือ ซึ่งยังคงตั้งตระหง่านและกลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยือน หลังปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา เมื่อคาเฟ่ ร้านอาหาร และแกลเลอรี ทยอยเข้ามาเปิดมากขึ้น


ไม่ใช่ว่ามาทรงวาดแล้วจะได้แค่มานั่งคาเฟ่หรือเดินถ่ายรูปกับมุมเก๋ เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของ “ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง” หนึ่งในศาลเจ้าจีนโบราณคู่ถนนทรงวาด สร้างขึ้นจากความศรัทธาของชาวจีนแต้จิ๋ว ที่ต้องการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองระหว่างการเดินทางและการทำมาค้าขายในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันมีตั๋วเล่าเอี้ยเป็นเทพประธาน และปุนเถ้ากงแต่งกายชุดนักรบยืนอยู่ทางซ้ายมือ
ต่อเนื่องไปที่“ตลาดน้อย” หรือ “ตะลักเกี้ยะ” ในซอยวานิช 2 และซอยเจริญกรุง 22 ย่านชุมชนชาวจีนที่มีเรื่องราวทางประวัติ ศาสตร์สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีนได้อย่างลงตัว วันนี้ที่นี่มีร้านอาหาร คาเฟ่ลับ ๆ ที่ปรับจากบ้านเก่าและบ้านจีนแบบโบราณซ่อนตัวอยู่ หนึ่งในนั้นคือ “โซวเฮงไถ่” บ้านสไตล์จีนหลังแรกของกรุงเทพฯ อายุกว่า 260 ปี มีสระน้ำที่ลานบ้านเปิดเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ


ไม่เพียงเท่านั้นย่านตลาดน้อยยังถือเป็นย่านสตรีตอาร์ต ที่ศิลปินมีชื่อเสียงมาฝากผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะตรอกศาลเจ้าโรงเกือก ภาพศิลปะบนกำแพงที่บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนตลาดน้อยได้อย่างน่าสนใจ และมีจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด คือ รถเฟียตโบราณสุดคลาสสิกซึ่งจอดอยู่ริมกำแพงอิฐเก่า
นอกจากกรุงเทพฯ แล้วจังหวัดที่มีย่านชุมชนชาวจีนใหญ่ไม่น้อยหน้ากันคือ “นครสวรรค์” ทุกปีในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่แบบที่เรียกได้ว่าปิดเมืองฉลอง หนึ่งในชุมชนจีนของนครสวรรค์อยู่ที่ “ตลาดเก่าร้อยปีชุมแสง” ใกล้สถานีรถไฟชุมแสง ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำน่านที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่เคยรุ่งเรืองในอดีต


จุดห้ามพลาดแวะเวียนไปชมคือ “ชุมแสงแกลเลอรี” ที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ชุมชน บ้านเก่าที่ตั้งอยู่ริมน้ำภายในจัดแสดงภาพถ่ายและของใช้ในอดีตที่ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มีภาพวาดแนวสตรีตอาร์ตให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และยังมีการจัดแสดง “หน้ากากเอ็งกอ” ศิลปะการวาดลวดลายบนใบหน้าสำหรับใช้ในการแสดงของชาวจีน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในช่วงเทศกาลงานสำคัญต่าง ๆ ของชาวจีน
ส่วน “ย่านเก่าปากน้ำโพ” ไม่เพียงแต่เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมไทย-จีนที่สะท้อนออกมาผ่านรสชาติอาหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 30-50 ปี มีร้านแนะนำที่จะต้องหาโอกาสลิ้มลอง ได้แก่ ทองใบเบเกอรี่ กับขนมเค้กหน้าขนมไทย มี 2 สาขา ที่ถนนเวสสุวรรณ และสาขาร่มฉัตร นายตี๋ ลูกชิ้นปลากราย ลูกชิ้นปลากรายแท้ ๆ เนื้อเด้ง พร้อมน้ำซุปที่ปรุงมาได้พอดี ขนมครกยายต้อย ของหวานที่คิวยาวแค่ไหนคนก็ยอมรอ พงษ์ VIP ร้านไอศกรีมและลอดช่องใบเตยในตำนาน และ ซุ้ย ต้มเลือดหมู อาหารเช้าของคนปากน้ำโพ


แล้วไปขอพรที่ “ศาลเจ้าพ่อนาคราช” ศาลเจ้าเก่าแก่ที่อยู่คู่ชุมชนจันเสนมายาวนาน ชาวจันเสนเชื่อกันว่าที่นี่มีเจ้าพ่อนาคราชคอยช่วยดูแลทรัพย์สมบัติใต้พื้นดินทั้งหมด ผู้สร้างศาลเจ้าคนแรก คือ “อาก๊ง” จากเพิงสังกะสีเล็ก ๆ มาสู่ศาล
เจ้าพ่อนาคราชที่สวยงามตามรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน ภายในประดิษฐานองค์เทพ เทวรูป และพระปางต่าง ๆ มากมาย เช่น พระยูไล เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้านาจา เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี๊ย พระ 18 อรหันต์ เทพเจ้าตี่จั่งอ๊วง
ลงไปที่สงขลา “หาดใหญ่” ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนชาวจีนใหญ่ของไทย โดยมีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่ “ตลาดกิมหยง” มีชื่อเต็มว่า “ตลาดซีกิมหยง” ชื่อของคหบดีชาวจีนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมในย่านนี้ เดิมเป็นโรงภาพยนตร์เก่าก่อนจะกลายมาเป็นตลาดขายของฝากและของที่ระลึกแห่งใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ถั่ว ขนม ผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมชง ฯลฯ และมีสินค้าพื้นเมืองปักษ์ใต้ เช่น ผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าคลุมศีรษะแบบอิสลาม (ฮิญาบ)


ใกล้กับตลาดกิมหยงมี “วัดฉื่อฉาง” ชื่อภาษาจีนว่า “ฉื่อเสี่ยงหยี” มีความหมายว่า วัดเมตตากุศล สมัยก่อนเป็นเพียงศาลเจ้าเล็ก ๆ ก่อตั้งโดย นายเก็งตั๊ง แซ่เล้า เมื่อปี พ.ศ. 2479 ตัวอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิกสีสันสดใสสวยงาม เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะไทย จีน และทิเบต ภายในเป็นที่ประดิษฐาน องค์เทพหลื่อโจ้ว รวมถึงยังมีเทพกวนอู เจ้าแม่กวนอิมพันกร พระพุทธรูปปางห้ามญาติ
อีกแห่งคือ “วัดถาวรวราราม” วัดเก่าแก่คู่เมืองหาดใหญ่ แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์วัดถาวรวราราม เล่ากันว่าในปี พ.ศ. 2497 ได้มี พระจิวแซ่เฮง (ฮ่งชิว) ฉายา “ติ่นฉา” เป็นพระอุปัชฌาย์จากเมืองแต้จิ๋ว มาจำพรรษาเป็นรูปแรก ท่านมีความสามารถด้านพิธีกรรมจึงมีผู้มาร่วมทำพิธีต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวจีนญวนเกิดความศรัทธาและร่วมกันบริจาคเงินเพื่อก่อสร้างอุโบสถ


ตรุษจีนปีนี้เตรียมวางแพลนไปเยือนชุมชนชาวจีน หากมีเวลาน้อยแนะนำไปใกล้ ๆ อยู่ในกรุงเทพฯ หรือใครมีเวลาเพิ่มอีกนิดแนะนำไปนครสวรรค์ หรือหยุดยาว ๆ ลงไปร่วมฉลองตรุษจีนและร่วมฟื้นฟูชาวหาดใหญ่ไปพร้อมกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ TAT Call Center : 1672 หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง IG / TikTok / Line / X: @1672travelbuddy รวมถึงเว็บไซต์ www.tourismthailand.org หรือ www.1672travelbuddy.com
เช็กลิสต์ “ตรุษจีน 2569”
1. ตรุษจีนเยาวราช 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีการประดับไฟ ตั้งแต่บริเวณวงเวียนโอเดียน ถึงแยกเฉลิมบุรี
2. ตรุษจีนปากน้ำโพ 10-21 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ.นครสวรรค์
3. ตรุษจีนสยามพารากอน 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณลานพาร์ค พารากอน และชั้น 1 สยามพารากอน
4. ตรุษจีนหาดใหญ่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


