ในช่วงนี้ ราคาทองคำล่าสุด ค่อนข้างผันผวนเป็นอย่างมาก หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 80,000 บาท ก่อนจะปรับร่วงลดลงแรงเพียงชั่วข้ามคืน โดยข้อมูลสถิติร้านทองคำในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

จากข้อมูลผลประกอบการ 3 ปีล่าสุด (2565-2567) ของ 4 ร้านทองของไทย พบว่าธุรกิจนี้มีการขับเคลื่อนด้วยวอลลุ่มมหาศาล แต่มี อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เพียงประมาณ 0.3-3% เท่านั้น

ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง

  • ปี 2565 : รายได้ 6,230 ล้านบาท / กำไร 91 ล้านบาท
  • ปี 2566 : รายได้ 15,308 ล้านบาท / กำไร 519 ล้านบาท
  • ปี 2567 : รายได้ 20,355 ล้านบาท / กำไร 915 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 3.11%

ออโรร่า ดีไซน์ (AURORA)

  • ปี 2565 : รายได้ 29,604 ล้านบาท / กำไร 708 ล้านบาท
  • ปี 2566 : รายได้ 29,925 ล้านบาท / กำไร 850 ล้านบาท
  • ปี 2567 : รายได้ 33,189 ล้านบาท / กำไร 1,135 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 2.88%

เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก)

  • ปี 2565 : รายได้ 3,336 ล้านบาท / กำไร 7.1 ล้านบาท
  • ปี 2566 : รายได้ 3,099 ล้านบาท / กำไร 12 ล้านบาท
  • ปี 2567 : รายได้ 4,339 ล้านบาท / กำไร 26 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 0.40%

ห้างขายทองจินฮั้วเฮง

  • ปี 2565 : รายได้ 10,590 ล้านบาท / กำไร 10 ล้านบาท
  • ปี 2566 : รายได้ 8,070 ล้านบาท / กำไร 9.3 ล้านบาท
  • ปี 2567 : รายได้ 13,374 ล้านบาท / กำไร 10 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 0.34%

ทำไมร้านทองรายได้เยอะ แต่กำไรน้อย?

สาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจที่ดูเหมือนจะกำไรดีนี้มี Margin ต่ำ เป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน ประกอบด้วย

1.ต้นทุนสินค้าสูงมาก : ราคาทองคำถูกกำหนดโดยตลาดโลก ร้านทองมีฐานะเป็น “ผู้ซื้อมาขายไป” ซึ่งราคาทุน (Spot Price) กับราคาขายมีส่วนต่าง (Spread) ที่แคบมากตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ

2.ความผันผวนของราคา : แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่การขึ้นลงของราคาทองคำจากภาวะสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงสูงในการบริหารสต๊อก

3.การแข่งขันสูง : นอกจากการแข่งกับร้านทองด้วยกันแล้ว ปัจจุบันยังมีแพลตฟอร์มออมทองออนไลน์และแอปพลิเคชันเทรดทองเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาด