กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังกระแสข่าวการเบิกถอนเงินสด 250 ล้านจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลมาให้ กกต. โดยระบุว่าเป็นข้อมูลของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบลูกค้า 6 รายมีการเบิกถอนเงินในลักษณะผิดปกติ ทาง กกต. จึงได้ส่งต่อให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบความสัมพันธ์ว่าเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือไม่ รวมถึงวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้
โดยเลขา กกต. ยังระบุอีกว่า การเบิกถอนเงินดังกล่าวอาจไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบว่าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง การตรวจสอบสามารถทำได้ไม่ยาก โดยวันที่ 2 ก.พ.นี้ จะรายงานเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุม กกต. ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะแม้เป็นเงินจำนวนมาก หากไม่พบความเชื่อมโยงทางการเมือง ก็อาจเป็นการนำไปใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจ พร้อมย้ำว่า กกต. ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดูที่มาของเงินอย่างรอบคอบ
แต่สุดท้าย “เลขาแสวง” ก็ต้องออกมากลับลำแก้ข่าวประเด็น เตรียมเงินไว้ ซื้อเสียงได้ แต่ห้ามแจก หลังจากสร้างความแตกตื่นให้สังคม ว่า “ไปกันใหญ่…ขออภัยมา ณ ที่นี้” ว่าอาจจะพูดสั้นไปหรือพูดเร็วไป หรือพูดไม่ได้ศัพท์ ทำให้มีคนเข้าใจบริบทที่พูดคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ต้องการสื่อ โดยได้พูดก่อนหน้านี้ว่า กกต. มีมาตรการอย่างไรในการซื้อเสียง คือต้องซื้อไม่ได้ และได้สั่งการไปแล้ว แม้จะเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่อย่าแจก เป็นการพูดถึงพฤติการณ์คนที่จะทำการซื้อเสียง โอกาสที่จับให้ตายคามือ ยากกว่าการป้องกัน จึงพูดกับสื่อว่าแม้จะจัดเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่ถ้าแจกคือแจกไม่ได้ เพราะเรามีมาตรการรองรับแบบเข้มข้น หรือถ้าแจกก็จับได้แน่ ต้องขออภัยที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด ที่สื่อสารไม่ดีเอง
อย่างไรก็ตามคำอธิบายของเลขาธิการ กกต. ก็มองได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าวันนี้ การเมืองเงินเทา ส่อจะเข้ามาทำลายประเทศ ผ่านระบบเลือกตั้งได้ไม่ยาก
งานนี้เขย่าไปถึงพรรคการเมืองหลายพรรค ภายหลัง กกต. เปิดเผยประกาศคำสั่งศาลฎีกา ถอนชื่อ 7 ผู้สมัคร สส. เขต จาก 4 พรรคการเมือง หลังพบว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่มี 3 รายชื่อ ผู้สมัครถูกถอนชื่อ และ พรรคประชาชน ที่ชัดเจนกรณีของ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 หมายเลข 6 พรรคประชาชน ที่มีชื่อเอี่ยวฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์ จนกลบรัศมีมีเราไม่มีเทา กลายเป็นส้มอมเทา ที่ทำให้พรรคประชาชนต้องเร่งกู้หน้าคืนความเชื่อมั่นไปก่อนหน้านี้
ดังนั้นก่อนจะถึง 8 ก.พ.นี้ กกต.จะต้องพิสูจน์ การทำงานของตัวเองเพื่อเรียกศรัทธาครั้งใหญ่ว่าจะสามารถยืนหยัดรักษาความสุจริตของการเลือกตั้งได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่หนึ่งฉากละครการเมืองที่เปิดช่องให้นักเลือกตั้งขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจแบบค้านสายตาประชาชน.



