เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในเขตและนอกเขตเลือกตั้ง ก่อนถึงวันจริง 8 ก.พ. ประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ต่างออกมาใช้สิทธิกันอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า หลายคนมารอตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ 08.00 น. ที่โครงการตะวันนา 2 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ บรรยากาศคึกคัก เขตบางกะปิมียอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 จำนวนทั้งสิ้น 58,683 คน
นางสิริกาญจน์ สุยวณิชย์ ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ ระบุว่าเขตนี้มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดในกรุงเทพฯ ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด เนื่องจากพื้นที่เขตบางกะปิเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาสำคัญอย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีนักศึกษาจากต่างจังหวัดพำนักอยู่เป็นจำนวนมาก โดยยอดในปีนี้สูงกว่าปี 2566 ถึง 6,000 คน
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. กล่าวว่า ตัวบัตรมีการพิมพ์โค้ดพิเศษกำกับไว้ มั่นใจได้ว่ามีความสุจริต โปร่งใส ไม่มีปัญหาบัตรหายหรือพิมพ์ซ้ำแน่นอน ที่ไม่ได้ทำประชามติล่วงหน้าวันเดียวกัน เพราะกฎหมายคนละฉบับกัน กฎหมายประชามติฉบับแก้ไขใหม่เพียงแค่อนุญาตให้ลงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ แต่ยังไม่มีบทบัญญัติให้มีการลงประชามติล่วงหน้า หาก กกต. จัดการลงประชามติล่วงหน้าจะถือว่าขัดต่อกฎหมาย และเสี่ยงที่จะถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต 2,206,138 คน ภาพรวมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่เปิดให้มีการลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีบางพื้นที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ไม่เรียบร้อย คือ จังหวัดชลบุรี ที่เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของผู้สมัครลำปางที่ติดหน้าหน่วย ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของพรรคประชาชน (ปชน.) หมายเลข 8 เนื่องจากเกิดความผิดพลาดในการจัดส่ง ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง
“มีประชาชนบางคนเมื่อใช้สิทธิแล้ว ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าตนเองเลือกใคร กาหมายเลขอะไรบ้าง ตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะอาจจะนำไปสู่การร้องเรียน ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยเจตนาว่ามีทำไปเพราะอะไร”
อย่างไรก็ตาม มีรายงานถึงปัญหาการจัดเลือกตั้ง “ปาล์ม” ชลณัฎฐ์ โกยกุล ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า “งานมาสำรวจ QR code ด้านนอก ที่ไว้สแกนดูผู้สมัครกรุงเทพฯ กลายเป็นว่าเป็นข้อมูลรายชื่อผู้สมัครจากปี 66 ทั้งหมด คำถามคือพลาดขนาดนี้ได้อย่างไร ???? คิวอาร์มาจาก กกต. คือมาจากส่วนกลาง สรุปว่าคิวอาร์กรุงเทพฯมันผิดทั้งหมด ถามเพื่อนผู้สมัคร สส.ไปแล้ว เท่าพิภพ (เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรค ปชน.) ก็บอกว่าของเขตเท่าสแกนก็เป็นของปี 66 มีทีมรังนกอยู่หน้างานแล้ว”

“ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกโปร่งใส 1. ไม่ติดชื่อผู้สมัคร สส. ปชน. ที่บอร์ดดูรายชื่อ ลำปาง ชลบุรี เชียงราย นครปฐม อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี กทม. อันนี้แค่เฉพาะที่ได้รับการร้องเรียน อันที่ยังไม่รายงานไม่รู้อีกไม่รู้เท่าไร 2ง หลายเขตติดป้ายชื่อ ไม่ว่า ผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อประชาชนถามว่า สส. พรรค ปชน.เบอร์อะไร บัตรหายไปไหน เจ้าหน้าที่ กกต. กลับให้ข้อมูลว่า ‘ถูกตัดสิทธิไปแล้ว’ 3.ในกรุงเทพมหานคร สแกนป้ายแจ้งรายชื่อผู้สมัคร พบว่าปรากฏเป็นรายชื่อของการเลือกตั้งปี 66
4. หลังจากที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว กกต.จะต้องใส่รหัสเขตเพื่อส่งไปนับที่เขตนั้นๆ หลายเขตกรอกผิด ประชาชนทักท้วงแล้วแต่ไม่เป็นผล จงใจทำให้คะแนนไปผิดที่หรือไม่ (การใส่รหัสผิด ทำให้บัตรถูกส่งไปนับผิดหน่วย อาจเกิดบัตรเขย่ง ที่บัตรเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ) 5. มีเจ้าหน้าที่ กกต. บอกให้เขียนชื่อตัวเองบนบัตร! ซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นบัตรเสียทันที 6. ค่ายทหารหลายค่ายให้เลือกตั้งล่วงหน้า มีการเรียกเข้าห้องประชุม พูดปลุกใจ พูดว่าไม่ให้เลือกพรรคที่ด้อยค่าทหาร พรรคที่รักชาติ บิดเบือนข้อมูลว่าประชาชนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก 112 ซึ่งไม่เป็นความจริง
7. ในค่ายทหารมีแค่เจ้าหน้าที่ กกต. ทหารชั้นผู้ใหญ่และทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีบุคคลที่สามสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้ บางค่ายมีการเดินเข้าไปมองในคูหาเลือกตั้ง 8. เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ก็ปัญหาอีกร้อยแปดพันประการ หลายคนกังวลว่าคะแนนจะมาไม่ถึง เหมือนปีที่ผ่านๆ มา
“บางอย่างเข้าใจได้ว่ามันเกิดจากความผิดพลาด แต่บางอย่างเข้าใจไม่ได้จริงๆ กกต. มีไว้ทำไม ? กกต. ย่อมาจากอะไร ? อย่าท้าทายกับความโกรธแค้นของประชาชนมากนัก ที่ผ่านมาอย่าคิดว่าคนเค้าจำไม่ได้ เค้าทบต้นทบดอกในใจ วันไหนที่ความโกรธปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้ คนมีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังก็ระวังจะไม่มีเงาหัว”
สำหรับบรรยากาศการหาเสียง ที่ตลาดทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกฯ และคณะ ลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงให้กับนายชนภัทร รัตนพันธ์ ผู้สมัคร สส. เขต 5 ทุ่งสง-นาบอน (ยกเว้น ต.ทุ่งสง) จ.นครศรีธรรมราช นายอภิสิทธิ์ขึ้นกล่าวบนรถแห่ถึงนโยบาย “หวยจังหวัด” ซื้อสลาก 50 บาท ให้ซื้อได้แค่ 100,000 คน โดยในนี้ที่ซื้อ 50 บาท จะมีคนนครศรีธรรมราช ได้รางวัล 1 ล้านบาท ทุกเดือน ส่วนที่เหลือ ก็จะถูกนำเงิน 40 บาทไปใส่ในบัญชีเงินออมให้ทุกคน
“ยืนยันว่านโยบายใหม่ๆ ของพรรคฯ จะทยอยออกมา รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาท การทำฟันใหักับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นนโยบายเดิม แต่จะเป็นการต่อเติมให้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้เงินอุดหนุนแม่ดูแลเด็ก แม่คลอดลูกจะได้รับเงินทันที 5,000 บาท หลังจากนั้นปีแรกให้เดือนละ 5,000 บาท ทั้งปีแม่จะได้เงิน 65,000 บาทไว้คอยดูแลลูกน้อย สัปดาห์นี้ ทุนเทาจะแปลงร่างเป็นแบงก์เทา และเริ่มมีการจดชื่อแล้ว” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ที่ จ.นครราชสีมา “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า เรื่องการปราศรัยของบางพรรคการเมือง ที่พยายามจะปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาเพื่อเรียกคะแนนเสียงทางการเมือง อยากให้ประชาชนดูยาวๆ ว่า นี่เป็นวิธีการสื่อสาร วิธีการพูดเพื่อเรียกคะแนนเสียง หรือจริงๆ แล้วพูดว่ามีความรักชาติอยู่ในหัวใจจริงๆ สำหรับตนเองคำว่ารักชาติ หมายถึงรักประชาชน การรักชาติไม่ได้หมายถึงการเข้าไปการเมืองเพื่อที่จะถอนทุน และนำเงินมาใช้ซื้อสิทธิขายสิทธิ เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป
“กระแสพรรค ปชน. ทำให้กลุ่มคนที่เป็นคนส่วนน้อย ที่ได้รับผลประโยชน์อิงแอบในการเมืองไทยปัจจุบันเริ่มรู้สึกหวาดกลัว เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำข่าวโจมตีทุกทิศทุกทาง หวังพึ่งใครไม่ได้นอกจากโหวตเตอร์ มีกระแสข่าวโจมตีพรรค ปชน.เข้ามาเยอะแยะ ยกตัวอย่างประเด็นประกันสังคม เอาสิ่งที่เคยแสดงความคิดเห็นไปเมื่อนานมาแล้วหลายปี ตั้งแต่ปี 2566 มาบิดเบือนโจมตีกัน
เรื่องประกันสังคมตอนนี้ เรื่องของการให้สิทธิของคนต่างชาติมาอยู่ในบอร์ด ไม่มีในนโยบายพรรค 100% เชิญชวนให้ประชาชนเข้าไปดูในเว็บไซต์พรรคได้ ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักจะมีการกุข่าวขึ้นมา ผมก็โดน ไปออกรายการเวทีดีเบต หาว่าไม่ร้องเพลงชาติ มีความพยายามตัดคลิปเห็นมุมปากไม่ได้ขยับ แต่จริงๆ ผมยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยตัวเอง ผมร้องเพลงชาติ เพียงแต่ไม่ได้ร้องดังกับคนอื่น อยากให้ประชาชนทุกคนติดตามข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว และว่า ไม้เด็ดจะปล่อยปราศรัยสุดท้าย 6 ก.พ.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่ายังสามารถรักษาพื้นที่ทางการเมือง 3 เขตเลือกตั้งของพรรคใน จ.นครราชสีมาได้ รวมถึงรุกขึ้นได้เพิ่มเติม ได้ไปหาเสียงและปราศรัยที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ประชาชนเปลี่ยนใจอยากได้รัฐบาลแบบใหม่ๆ แล้ว แต่บางพื้นที่ติดอยู่กับ สส.หน้าตาเดิมหรือคนคุ้นเคยที่เคยเลือก เพราะฉะนั้นไม่ว่าพื้นที่โคราชหรือบุรีรัมย์ อยากให้เลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลงกาเพื่อเปลี่ยน และคิดถึงโฉมหน้ารัฐบาลที่อยากเห็น
“หลายคนอาจมองว่าที่บุรีรัมย์มีใครเป็นเจ้าของบ้านอยู่แล้ว แต่ประชาชนทุกคนไม่มีใครเป็นเจ้าของ เชื่อว่าบุรีรัมย์เทใจให้กับพรรคส้ม อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกลมาที่หนึ่ง จึงอยากให้เลือก สส. โดยมองเห็นหน้าตาของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง อย่าเลือกเพราะเกรงใจ หรืออย่าเลือกเพราะว่ามีความผูกพันกับคนคุ้นเคยหน้าเดิมๆ มิฉะนั้นเราจะได้รัฐบาลแบบเดิมๆ”
โค้งสุดท้ายของ ปชน.คือจูงใจให้คนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นคนใหม่ๆ ได้ทำงานบริหาร.
“ทีมข่าวการเมือง”



