หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลายประเทศจึงเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ผสมในเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย บราซิล ไทย และอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า การนำพืชผลทางการเกษตรมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงมากขึ้น อาจส่งผลต่อปริมาณอาหารในตลาดและเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารทั่วโลก
เดอะ การ์เดียน สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อมูลจากทรานสปอร์ต แอนด์ เอนไวรอนเมนต์ (Transport & Environment: T&E) องค์กรวิจัยด้านการขนส่งและสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นราว 30% ภายในปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 70% ภายในปี 2573 หากวิกฤตน้ำมันโลกยังยืดเยื้อ
นอกจากตลาดพลังงานแล้ว สงครามยังส่งผลกระทบต่อตลาดปุ๋ยโลก ทำให้อุปทานตึงตัวและราคาปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนจำนวนมากยังพึ่งพาอาหารราคาประหยัด นักวิจัยจึงมองว่าโลกอาจต้องเผชิญวิกฤตอาหารรอบใหม่ในอีกไม่ช้า
พืชอาหารถูกดึงไปผลิตพลังงาน
‘เคดี ริสต์ค็อก’ ผู้อำนวยการฝ่ายพลังงานและสภาพภูมิอากาศจาก T&E กล่าวว่า หลายประเทศกำลังพยายามหาทางรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมัน แต่การนำพืชอาหารไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงอาจสร้างผลกระทบตามมามากกว่าที่คิด เพราะยิ่งความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดการแข่งขันในการใช้ที่ดินและทรัพยากรทางการเกษตรมากขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบันปุ๋ยที่ใช้ทั่วโลกประมาณ 5% ถูกนำไปใช้ในการปลูกพืชสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่บางแห่งใช้ปุ๋ยเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ราว 10% และอินโดนีเซียมากถึง 20%
ซึ่งริสต์ค็อกมองว่า ความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความต้องการปุ๋ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อปุ๋ยมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารก็สูงขึ้นเช่นกัน สุดท้ายภาระดังกล่าวจะส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาอาหารที่แพงขึ้น
ความเสี่ยงต่อราคาอาหาร
ปัจจุบัน เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชน้ำมันและธัญพืชคิดเป็นประมาณ 4% ของพลังงานที่ใช้ในภาคขนส่งทั่วโลก และหากหลายประเทศยังเดินหน้าตามแผนเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ สัดส่วนดังกล่าวอาจขยับขึ้นเป็นราว 6%
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ที่ดินและทรัพยากรทางการเกษตรจำนวนมาก ซึ่งรายงานของ T&E ระบุว่า หากต้องการให้เชื้อเพลิงชีวภาพมีสัดส่วน 20% ของเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทั่วโลก จะต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกขนาดใกล้เคียงกับประเทศแอฟริกาใต้ทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าการจะเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่กระทบต่อพื้นที่ปลูกอาหารและการใช้ปุ๋ยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
‘ไซมอน ซูซาน’ นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสจาก T&E กล่าวว่า แม้จะยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อราคาอาหารมากเพียงใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตชี้ให้เห็นว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้จริง โดยในช่วงวิกฤตราคาอาหารปี 2550-2551 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ประเมินว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมีส่วนทำให้ราคาข้าวโพดและถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นประมาณ 40-70%
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า ราคาอาหารในประเทศปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 2.2-4.7% โดยมีปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ส่งผลต่อภาคพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลก
อีกด้านของเชื้อเพลิงชีวภาพ
ซูซานมองว่า การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพได้มากกว่าในระยะยาว เนื่องจากการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้พื้นที่น้อยกว่าและให้พลังงานได้คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการนำพื้นที่การเกษตรมาปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิง โดยข้อมูลจาก T&E ระบุว่า หากนำพื้นที่เพียง 3% ของที่ดินที่ใช้ปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แทน พลังงานที่ได้จะเพียงพอสำหรับรถยนต์ราว 1 ใน 3 ของโลก
นอกจากเรื่องราคาอาหารแล้ว นักวิจัยยังชี้ว่าเชื้อเพลิงชีวภาพอาจไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยรายงานของ T&E ระบุว่า การขยายพื้นที่ปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงอาจนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดแล้ว เชื้อเพลิงชีวภาพอาจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำมาแทนราว 16%
ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้หรือของเสีย แม้จะมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนได้ดีกว่า แต่ปัจจุบันยังมีการผลิตในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านี้มีอยู่ไม่มาก และหลายส่วนถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่า การแก้ปัญหาพลังงานไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาณเชื้อเพลิงที่ผลิตได้เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่ออาหาร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญต้นทุนการผลิตอาหารที่สูงขึ้นอยู่แล้ว



