เขต 1 กลายเป็นอีกหนึ่งเขตที่ถูกจับตา เมื่อ “นายประเสริฐ บุญชัยสุข” อดีต สส.หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา หวนคืนสนามในนามพรรคเพื่อไทย หลังเคยเป็น สส.คู่บารมีของ “นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ” โดยต้องปะทะกับแชมป์เก่าที่ชนะเลือกตั้งครั้งก่อนแบบพลิกล็อก “นายฉัตร สุภัทรวณิชย์” จากพรรคประชาชน ซึ่งมีฐานเสียงคนรุ่นใหม่หนุนหลังอย่างเหนียวแน่น
เขต 2 เป็นศึกรีแมตช์ที่น่าจับตา “นายวัชรพล โตมรศักดิ์” จากพรรคเพื่อไทย อดีต สจ.หลายสมัย อดีตประธานสภา อบจ. และเคยเป็น สส.เขตนี้มาแล้วถึง 5 สมัย กลับมาท้าชิงอีกครั้ง หลังพลาดท่าเสียเก้าอี้ให้ “นายปิยชาติ รุจิพรวศิน” ผู้สมัครโนเนมจากพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งก่อน โดยการดวลกันใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ว่ากระแสเก่าหรือกระแสใหม่จะยืนระยะได้ดีกว่ากัน
เขต 3 “นายสมบัติ กาญจนวัฒนา” อดีตประธานสภา อบจ.นครราชสีมา และอดีต สจ.หลายสมัย จากพรรคเพื่อไทย เปิดศึกขอล้างตากับ “นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์” แชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ที่เคยแจ้งเกิดในฐานะม้ามืดกระแสแรงเมื่อครั้งก่อน เขตนี้จึงเป็นอีกพื้นที่ที่วัดกันระหว่างโครงสร้างการเมืองท้องถิ่นกับพลังความเปลี่ยนแปลง
เขต 4 “น.ส.ณัฐจิรา อิ่มวิเศษ” แชมป์เก่าจากเพื่อไทย ต้องรับมือ “นายรักชาติ กิริวัฒนศักดิ์” จากพรรคภูมิใจไทย อดีตประธานสภา อบจ. และรองนายก อบจ.นครราชสีมา ขณะที่ เขต 5 “นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล” แชมป์เก่าจากเพื่อไทย ดวลซ้ำกับคู่แข่งหน้าเดิม “นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ” จากภูมิใจไทย บุตรชายของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” บ้านใหญ่การเมืองชื่อดัง














เขต 6 ถือเป็นเขตที่เกมเปลี่ยน เมื่อ “นายโกศล ปัทมะ” แชมป์เก่าที่เคยอยู่เพื่อไทย ย้ายมาสวมเสื้อสีน้ำเงินภูมิใจไทย เปิดศึกกับ “น.ส.พัชราวรรณ ภิญโญ” เบอร์ 1 จากเพื่อไทย อดีต ส.อบจ.อำเภอแก้งสนามนาง ที่มีบ้านใหญ่โรงแป้งมันเอี่ยมเฮงหนุนหลังเต็มกำลัง
เขต 7 “นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข” แชมป์เก่าจากเพื่อไทย สายบ้านใหญ่โรงแป้งมัน ต้องปะทะ “นายอัครวัฒน์ กุลเฉลิมพัฒน์” อดีตรองประธานสภา อบจ. และผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ จากภูมิใจไทย ส่วนเขต 8 “นายนิกร โสมกลาง” จากเพื่อไทย เจ้าของเก้าอี้เดิม และคนใกล้ชิด “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เจอศึกหนักจาก “นายพีรกานต์ วิเศษจินดาวัฒน์” บุตรชายอดีต สส.จากภูมิใจไทย
เขต 9–12 ศึกสายเลือดบ้านใหญ่ หลายเขตยังคงเป็นเวทีของตระกูลการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเขต 9 “นายพลพีร์ สุวรรณฉวี” จากภูมิใจไทย ดวล “นารดา อึ้งสวัสดิ์” จากเพื่อไทย




เขต 10 “นายอภิชา เลิศพชรกมล” แชมป์เก่าเพื่อไทย ปะทะ “นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์” อดีตรัฐมนตรี ที่ได้แรงหนุนจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เต็มที่ เขต 11 นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล หรือ “ฮอลล์” นักการเมืองรุ่นใหม่สังกัดพรรคเพื่อไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต 11 เบอร์ 3 เป็นบุตรชายคนเล็กของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ “กำนันป้อ” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นน้องชายของนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ต้องเจอกับ นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ เป็นพี่ชายของนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้งในเวทีการเมืองท้องถิ่น หลังลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 11 เบอร์ 4
เขต 12 นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล สังกัดพรรคเพื่อไทย เบอร์ 3 มีบทบาทสำคัญทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและการทำงานกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นทายาทเจ้าของโรงแป้งชื่อดังในอำเภอปักธงชัย เป็นเครือญาติตระกูลหวังศุภกิจโกศล ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน “คนรุ่นใหม่” ของพรรคเพื่อไทย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานในจังหวัดนครราชสีมา พบกับ นายจิรภัทร พันธ์เกษม สังกัดพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 7 โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานเสียงจากพื้นที่ท้องถิ่น มีรากฐานทางการเมือง จากบิดา คือนายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ซึ่งเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ของจังหวัดนครราชสีมา เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย และผ่านการสังกัดพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค รวมทั้งเคยรับตำแหน่งกรรมาธิการสำคัญในสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน ทำให้ชื่อเสียงและเครือข่ายทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเข้าสู่การเมืองของบุตรชายในยุคปัจจุบัน




เขต 13 “นายพชร จันทรรวงทอง” เบอร์ 5 บุตรชายเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พบกับคู่แข่งหน้าใหม่ นางสาวนาลันทา บุญชิต หรือ “นาแลนด้า” เบอร์ 6 กลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ถูกจับตามองในสนามเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา พรรคประชาชนส่งลงเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 13 นำเสนอตัวในฐานะ “คนท้องถิ่น” ที่ต้องการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด พร้อมชูนโยบายการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตามแนวทางของพรรคประชาชน ตัวสอดแทรก คือ นายมนต์ชัย พงษ์เจริญ หรือ “เบิ้ม” เบอร์ 7 เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร ที่พรรคภูมิใจไทยส่งลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 13 นายมนต์ชัยมีพื้นฐานจากงานด้านการบริหารและธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อีกทั้งเป็นศิษย์เก่าหลักสูตรนักบริหารระดับสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (นมธ.) รุ่นที่ 11
ขณะที่ เขต 14 นายแพทย์วัชรากร เลิศด้วยลาภ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอดาวุฒิ” เพื่อไทย เบอร์ 4 เป็นจักษุแพทย์และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในสนามเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต และผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านจักษุวิทยา โดยมีพื้นฐานครอบครัวทางการเมืองจากบิดา นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ อดีต สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เดิมที่รอบนี้ส่งลูกชายลงสนามแทน ส่วนคู่แข่ง นายหนึ่ง ขัติยะนนท์ สังกัดพรรคประชาชน เบอร์ 1 เป็นอีกหนึ่งผู้สมัครที่ถูกจับตามอง นายหนึ่งมีพื้นเพเป็นคนในพื้นที่ปากช่อง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยทำงานเป็นวิศวกรในภาคเอกชนอยู่หลายปี ก่อนเริ่มก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นจากการลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปากช่อง ซึ่งทำให้เขาได้คลุกคลีกับปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ต่อด้วย นายศรัณยพงศ์ อนิวัตกูลชัย สังกัดพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 3 เคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนดรราชสีมา หลายสมัย และเคยเป็น ที่ปรึกษาและเคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ อีกหลายอย่างได้แก่ ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการคมนาคม เลขาธิการสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อุปนายกสมาคมการค้าและแลกเปลี่ยนสินค้าไทย – จีน ที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรหมูสี เคยเป็นที่ปรึกษา หน่วยงานทางสังคม และ หน่วยงานราชการอีกหลายแห่ง

เขต 15 นายรชตะ ด่านกุล สังกัดพรรคเพื่อไทย เบอร์5 หรือ “ซี” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต 15 ถือเป็นหนึ่งใน สส.รุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นในพื้นที่ ด้านคู่แข่ง นายเจษฎา พิทยาภรณ์ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 2 เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอด่านขุนทด มีพื้นฐานวิชาชีพทางกฎหมายในฐานะทนายความ และมีบทบาทร่วมในโครงการพัฒนาชุมชนและการเกษตร อาทิ โครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ขณะที่ผลงานในพื้นที่เน้นการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง โดยนายเจษฎามาจากตระกูล “พิทยาภรณ์” ซึ่งมีบทบาททางการเมืองในอำเภอด่านขุนทดมาอย่างยาวนาน เป็นบุตรชายนายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ อดีต สส.นครราชสีมา เขต 15 สังกัดพรรคภูมิใจไทย สมัย พ.ศ.2562-2566 รอบนี้ส่งลูกชายแทนอาศัยกระแสความเป็นคนรุ่นใหม่มาช่วยดึงคะแนน และ นายมารุต ชุ่มขุนทด สังกัดพรรค กล้าธรรม เบอร์ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ “กอล์ฟ คลาสคาเฟ่” เป็นนักธุรกิจชาวจังหวัดนครราชสีมาที่สร้างชื่อจากวงการร้านกาแฟ ก่อนก้าวเข้าสู่บทบาททางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เส้นทางอาชีพ นายมารุตได้ก่อตั้งแบรนด์ร้านกาแฟ “Class Cafe” ซึ่งเริ่มต้นจากจังหวัดนครราชสีมา และขยายสาขาไปยังหลายพื้นที่ จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์กาแฟที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
และ เขต 16 นายพรเทพ ศิริโรจนกุล สังกัดพรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 มีประสบการณ์ทั้งด้านการบริหารธุรกิจและงานการเมืองท้องถิ่น โดยเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (ส.อบจ.) ก่อนก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 16 จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ด้าน นายแพทย์มาร์ค อุสมาน ปาทาน สังกัดพรรคประชาชน เบอร์ 5 หรือที่ประชาชนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อ “นพ.มาร์ค ปาทาน” เป็นแพทย์และนักการเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากบทบาทการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 16 ในนามพรรคประชาชน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอคง อำเภอขามสะแกแสง อำเภอบ้านเหลื่อม และอำเภอพระทองคำ นพ.มาร์คประกอบวิชาชีพแพทย์ควบคู่กับการทำงานด้านธุรกิจด้านสุขภาพ โดยเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ “คลินิกนายแพทย์ อุสมาน เมืองคง” ในอำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ส่วน นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 3 เป็นอีกหนึ่งผู้สมัครจากตระกูล “รัตนเศรษฐ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายของนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นน้องชายของนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเป็นพี่ชายของนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีต สส.นครราชสีมา
การเลือกตั้งโคราชครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการชิงเก้าอี้ สส. แต่สะท้อนการต่อสู้ระหว่าง “บ้านใหญ่–โครงสร้างเก่า” กับ “กระแสใหม่–การเมืองยุคโซเชียล” อย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ออกมา จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองอีสานตอนล่าง และอาจส่งแรงสะเทือนไปถึงสมดุลอำนาจระดับประเทศในอนาคตอันใกล้.
ทีมข่าว จ.นครราชสีมา



