เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีมีการตั้งคณะทำงานปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม ว่า การจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับประเทศไทย ต้องตั้งหลักว่า โลกหมุนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป อะไรที่ไปยึดโลกไว้ให้เหมือนเดิมก็ควรถูกตั้งคำถาม มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนโมเดลนั้นตนคิดว่าเรื่องแบบนี้ เราจะมองย้อนไปในอดีตอย่างเดียวก็ไม่พอ ประเทศไทยเคยเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มีกฎหมายอย่างนั้น อย่างนี้ วันนี้มันอาจจะไม่พอ เราต้องมานั่งดูว่าโลกเขาเป็นอย่างไร เอาง่ายๆ ขนาดกฎหมายไรเดอร์บ้านเรายังไม่มี แต่ในต่างประเทศเขามีแล้ว เราก็ต้องทบทวนเหตุผลที่เพิ่งจะมีนี้ว่าเราเองก็ควรมีหรือไม่ อย่างน้อยก็เป็นการตั้งคำถามอาจจะทำให้เราได้คำตอบใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนคำตอบเก่าๆ ก็ได้
เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการให้ผู้ประกันตนต่างด้าวมีสิทธิในการเลือกตั้งบอร์ด สปส. อาจรวมถึงการเข้าไปมีสัดส่วนอยู่ในบอร์ด สปส.ด้วย ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องต่างด้าวหรือไม่ต่างด้าว ซึ่งความเป็นต่างด้าวไม่ควรเป็นสิ่งที่เหลื่อมล้ำในหลักประกันของคนที่เป็นผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าที่ไหนทั่วโลกก็เหมือนกัน ถ้าตราบใดที่เขาส่งเงินสมทบประกันสังคม ตราบใดที่เขาอยู่ในประเทศ กิน ใช้ เสียภาษีผ่านสินค้าที่เขาจับจ่ายใช้สอย ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไทย จะต่างเพียงแค่เกิดในประเทศหรือนอกประเทศ ดังนั้นหลักคือเมื่อเขาจ่ายเงินสมทบประกันสังคม แล้วเหตุใดเขาถึงไม่มีสิทธิ์ เลือกคนที่จะไปดูแลสิทธิประโยชน์ที่เกิดจากการจ่ายเงินสมทบของเขา คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องอธิบายว่า เมื่อเขาส่งเงินสมทบเหมือนกันแต่ทำไมเขาไม่ควรจะได้เหมือนคนอื่น เราจะใช้เพียงความเป็นคนเกิดที่ไหนมาเบียดบังสิทธิ์ คนที่เกิดยที่ประเทศหนึ่ง ควรยอมเสียเปรียบคนในประเทศหนึ่งอย่างนั้นหรือ นี่คือถ้าพูดในหลักการ
“อย่าลืมว่าวันนี้ทุนเองก็ข้ามชาติ แรงงานก็ข้ามชาต ดังนั้นเราจะเอาชาติเป็นตัวตั้งอย่างเดียวโดยไม่ฟังเหตุผลอื่นไม่ได้ หากเขาจะได้รับเลือกให้เป็นตัวของแทนพวกเดียวกัน คือคนข้ามชาติเหมือนกัน ก็ควรหรือไม่ที่เขาจะได้ให้ความเห็นในฐานะตัวแทนแรงงานข้ามชาติ ไม่อย่างนั้นเราจะฟังเสียงของแรงงานข้ามชาติได้อย่างไร ในเมื่อเราเองก็เก็บเงินจากเขา และเราเองมีพันธะในการดูแลเขา แล้วเราจะฟังจากใครหากไม่ฟังจากคนที่เป็นตัวแทนเขา” ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า
เมื่อถามว่า แปลว่า นอกจากผู้ประกันตนต่างด้าวมีสิทธิ์เลือกตั้งบอร์ด แล้วยังสามารถเข้าไปเป็นบอร์ดด้วยหรือไม่ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า ก็เหตุผลเดียวกัน ถ้ามีสิทธิ์เลือกบอร์ดได้ ทำไมลูกจ้างจะเป็นกรรมการบอร์ดเองไม่ได้ ต้องมีคำอธิบายว่าทำไมลูกจ้างบางพวกมีสิทธิ์เป็นกรรมการบอร์ด บางพวกไม่มีสิทธิ์เป็นกรรมการ ทั้งๆ ที่จ่ายทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเงินสมทบ หรือภาษีต่างๆ ซึ่งภาษีไทยส่วนใหญ่เก็บจากการบริโภค แล้วเขาบริโภคก็เสียภาษีเท่ากับที่เราบริโภค ดังนั้นหากจะไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง หรือร่วมเป็นบอร์ด ต้องมีเหตุผลที่ดีมากกว่าการที่เขาไม่ได้เป็นคนที่เกิดในประเทศไทยเท่านั้น
เมื่อถามว่า มีบางส่วนยกเรื่องสิทธิสวัสดิการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมถึงกฎหมายอนุญาตให้มีการรวมตัวอยู่แล้ว กรณีนี้เพียงพอหรือไม่ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า ปัญหาคือถ้ามันเหมือนกันแล้วจะแยกกฎหมายที่ใช้เฉพาะแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานข้ามชาติทำไม ถ้าเหมือนกันทำไมไม่ใช่กฎหมายเดียวกัน ถ้าอ้างว่ามีอยู่แล้ว คำถามคือมันเหมือนกันหรือไม่ และรับรองสิทธิ ตอบแทนเขาอย่างยุติธรรมเหมือนกันหรือไม่ ซึ่งถ้าหมือนกันทำไมต้องไปแยกกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีการอนุญาตให้ผู้ประกันตนต่างด้าวมีสิทธิ์เลือกตั้งบอร์ดสปส. และร่วมนั่งบอร์ดด้วย กฎหมายตอนนี้อนุญาตให้ทำได้หรือไม่ ต้องปรับแก้อะไรหรือไม่ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่ถ้า 1. กฎหมายอาจจะไม่ได้กำหนดอะไรไว้ ก็ไม่ต้องแก้อะไร 2. ถ้ากฎหมายระบุว่ามีเพียงคนไทยเท่านั้นที่เป็นบอร์ดสปส. ได้ ก็ต้องกลับไปหาเหตุผลว่า ข้อกีดกันนั้นยุติธรรมเพียงพอหรือไม่ อย่างน้อยเรื่องบางเรื่องอยู่ได้เพราะที่ผ่านมาไม่มีคนตั้งคำถาม แต่เมื่อมีการตั้งคำถามแล้ว ตอบคำถามไม่ได้ก็ไม่ควรจะอยู่ต่อไป
เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดรามาในปัจจุบัน การเมืองเข้ามาแทรกแซงสำนักงานประกันสังคมอย่างชัดเจน เต็มรูปแบบ ทั้งที่ควรเป็นอิสระ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า เรื่องนี้พูดยาก เพราะเราถูกกล่อมเกลาให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องเลวร้าย เข้าไปที่ไหน ที่นั่นเสียหมด โดยที่เราไม่ได้นิยามการเมืองให้กว้างกว่าเรื่องพรรคการเมือง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว คณะกรรมการไตรภาคีทั้งหลายทั้งปวง จะพูดได้อย่างไรว่าปลอดจากการเมือง เป็นพลังบริสุทธิ์จากทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง แต่กลับไม่คิดว่าฝ่ายนายจ้างก็มีคอนเนคชั่นกับฝ่ายการเมืองที่ดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทั้งนี้การเมืองมีอยู่แล้ว อย่าไปปฏิเสธว่าไม่มี แล้วก็อย่าไปถือว่าการเมืองเข้าไปที่ไหนก็เลวร้ายที่นั่น เพราะเรื่องเหล่านี้ต้องดูเป็นเรื่องๆ แต่การเข้าแทรกแซงทางการเมืองนั้นรูปแบบไหนยอมรับได้ รูปแบบไหนยอมรับไม่ได้
“อย่าลืมว่าประกันสังคม เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นการยื้อกันกับอำนาจรัฐ ดังนั้นการไปต่อรองกับอำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นการเข้าไปต่อรองอำนาจรัฐมันเป็นเรื่องอื่นไม่ได้ นอกจากการเมือง ที่คุณไม่เรียกมันว่าการเมืองเท่านั้นเอง ตราบใดที่คุณต่อรองกับรัฐ ทำให้รัฐออกนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งมา ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของประกันสังคม เรายื้อกับรัฐทั้งนั้น จะเรียกได้อย่างไรว่าไม่ใช่การเมือง” ศาสตราภิชาน แล กล่าว.



