เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท ที่ถูก กกต. สั่งลบคลิปวิดีโอ เนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ไล่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เนื่องจากมีความบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา รวมถึงขอให้ กกต. ตรวจสอบ กรณีคลิปเสียงการสนทนาการเมือง ที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวของ
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เนื่องจากนายแสวง มาโดยสัญญาจ้างของ กกต. ทาง กกต. จึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่า เลขาฯ กกต. ต้องมีความรู้ ความสามรถ มีความเชี่ยวชาญ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตามที่ กกต. กำหนด แต่การจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2562 มาถึงปี 2566 ก็เกิดปัญหา รวมถึงการฮั้วเลือก สว. ก็ยังไม่คืบหน้า เรื่องการประชามติ การจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้านก็ผิดพลาด และการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. ก็เกิดปัญหา นี่ถ้าเป็นนักมวยถือว่าแค่วอร์มก็สะดุดขาตัวเองล้ม ประชาชนในฐานะที่เสียภาษีเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับกกต. และนายแสวง ยังจะเลี้ยงนายแสวงเอาไว้อยู่หรือ เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุก เราในฐานะที่เป็นเจ้าของข้าวสุก ไม่อนุญาตให้นายแสวง อยู่สถานที่แห่งนี้อีกแล้ว เรามีอำนาจในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของข้าวสุก ไม่ต้องการเอาข้าวสุกให้นายแสวงอีกแล้ว
“กกต. ลองไปพิจารณาดู กกต. ต้องเซ่นนายแสวง บุญมี ให้กับความผิดพลาดในการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา ถ้ายังเอาไว้ เราก็จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปอีกว่านายแสวง มีอะไรดี เพราะในสายตาประชาชน นายแสวง ไม่มีอะไรดีเลย แต่ในฐานะของ กกต. นายแสวงอาจจะมีอะไรดี เช่น เรียกง่าย ใช้คล่อง เรียก รับ จบ ปิดจ๊อบ ถ้าเป็นลิงอาจเป็นลิงเก็บกล้วยเปล่า เก็บมะพร้าวให้เจ้าของหรือเปล่า กกต. ครับ ประชาชนรู้ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซัพพอร์ตพวกคุณเป็นเหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก แต่วันนี้มันน่าเกลียด ถ้าคุณไม่ถีบนายแสวงออก พวกคุณจะมีปัญหาเสียเอง ฉะนั้นก่อนเลือกตั้ง 4-5 วัน อย่าให้มีชื่อนายแสวงเป็นเลขาธิการอีก และหลังการแถลงข่าวของพวกตน หวังว่านายแสวงจะมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง ด้วยการลาออกไปเสีย” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งประกาศเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครหาย การใส่รหัสเขตผิด ประชาชนหวังจะเลือกคนดีก็กลับได้คนชั่ว หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไป ก็กลายเป็นบัญชีผู้สมัครเมื่อปี 2566 ตนมองว่า เป็นความจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยพรรคการเมืองใดหรือไม่ อยากจะบอกว่าองค์กรอิสระ แม้จะมีที่มาจาก สว. แต่มีหมาสักตัวไหมจ่ายเงินเดือนให้พวกคุณ สว. เป็นคนเห็นชอบให้พวกคุณมีตำแหน่งก็จริง แต่เราเป็นคนให้เงินเดือน สำนึกไว้บ้าง ไม่ใช่อ่านแต่ไลน์ แอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง อ่านแต่ไลน์คนที่อยู่แถวเขากระโดง ตาแหวงเอ้ย ประชาชนเป็นคนให้เงินคุณ ก่อนหน้านี้เปิดทรัพย์สินรวย 47 ล้าน ตอนนี้ตนเดาว่า คุณมี 300 ล้านบาท เพราะใคร เพราะประชาชน
เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับกรณีมีการล่ารายชื่อไล่ กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนว่าเขาเอือมระอากับ กกต. และองค์กรอิสระ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่เปิด และเราก็หวังว่า กกต. และนายแสวง จะมีสำนึก อย่างน้อยคนไทยไม่เห็นหน้านายแสวง หรือไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ พูดผิด พูดถูก เวลาพูดผิดออกมาขอโทษว่าตัวเองพูดผิดได้ แต่เวลาประชาชนทำคลิปนำเสนอ อาจจะมีถ้อยคำหมิ่นเหม่บ้าง แต่กลับไม่โอเค เล่นงานพวกเขา ก็แสดงว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเอือมระอา เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ปกป้องคนพวกนี้ไว้ ฉะนั้นช่วยกันโหวตเห็นชอบด้วย เพื่อเตะรัฐธรรมนูญนี้ทิ้งไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคลิปเสียงนั้น ตนยอมรับเลยว่า เป็นคนผู้ปล่อยคลิปเสียงสนทนาลงโซเชียลมีเดียเอง ซึ่งเป็นคลิปสนทนา และปล่อยคลิปออกมาวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา คนที่ได้ฟังก็วิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังต่อการเมืองไทย และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน มันคือการวางแผนให้ได้มาซึ่งอำนาจ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นการวางแผนอันชั่วร้ายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ วันนี้พูดจนเป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่ กกต. ยังทำหน้านิ่งๆ จิบกาแฟเดินหนีนักข่าว ยืนยันว่าไม่ใช้คลิปเสียงตัดต่อ หรือใช้ AI เพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่สำคัญ คลิปนี้เป็นคลิปวิดีโอการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่ชื่อมีเบอร์ว่าใครโทรฯ มาอย่างไร เข้าใจว่าเป็นการประชุม 3 สาย กับ สจ. กับนายก และคนนู้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งในการสอบเชื่อว่าไม่ยาก เพราะมีเบอร์ และหลังตนเปิดคลิปไปก็ มีพี่น้องทางภาคตะวันออกส่งข้อมูลมาให้ บอกเลยว่าเป็นการนั่งประชุมในสถานที่ประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งค่อยว่ากันเป็นอีพี (ตอน) ต่อไป.



