เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.พ. ที่อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) ชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 บก.ป., พ.ต.ท.พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ภานุพงศ์ ชมดารา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลวงประชาชนภายใต้ชื่อ “ลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000”

ผลการปฏิบัติการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ได้รวม 11 ราย พร้อมตรวจพบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 600 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางรวม 206 รายการ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท ประกอบด้วย รถยนต์ 4 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน โฉนดที่ดิน 22 ฉบับ อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 3 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ไอแพด 1 เครื่อง เครื่องประดับทองคำ สมุดบัญชีธนาคาร 110 เล่ม และบัตรเอทีเอ็ม 12 ใบ

พ.ต.ท.พงษ์พิทักษ์ เปิดเผยว่า ขบวนการดังกล่าว ใช้กลไกหลอกลวงผ่านกลุ่มไลน์ชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” โดยสร้างเรื่องอ้างโครงการสำคัญของรัฐบาลและองค์กรระดับโลก อาทิ ศาลโลก และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหลอกให้ประชาชนร่วมระดมทุน อ้างว่าจะนำเงินมหาศาลจากต่างประเทศกลับเข้ามาพัฒนาประเทศ พร้อมใช้ถ้อยคำเร่งรัดในลักษณะ “งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่” หากไม่โอนเงินจะถูกตัดสิทธิหรือถูกนำออกจากกลุ่ม

พฤติการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ขบวนการนี้มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณ หลายรายสูญเสียเงินออมที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต โดยเงินที่ได้มาจะถูกนำไปหมุนเวียนและแปรสภาพเป็นทรัพย์สินหรูหราเพื่อปกปิดแหล่งที่มา ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาหลายรายเคยเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย และคดียาเสพติดมาก่อน

ด้าน พ.ต.ท.ภานุพงศ์ ระบุว่า กลโกงเริ่มจากการชักชวนทำบุญหรือร่วมลงทุน อ้างว่าลงทุนเพียง 1,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท หรือใช้เงินหลักร้อยแต่ได้ผลตอบแทนหลักล้าน เมื่อเหยื่อเริ่มทวงถามผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหาจะบ่ายเบี่ยงและเปิด “โปรโมชันใหม่” หลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ เปิดเผยว่า คนร้ายยังอ้างถึงเงินจำนวน 2 ล้านบาทของ “ผู้ใหญ่” ที่ฝากไว้กับธนาคารโลก ต้องใช้เงินระดมทุนจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อนำเงินเข้ามาใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยอ้างว่ารัฐจะจ่ายผลตอบแทนคืนในภายหลัง จากการสืบสวนพบว่าขบวนการนี้มีโครงสร้างหลายระดับ ตั้งแต่แกนนำ แม่ทีม ไปจนถึงหัวสาย และผู้ต้องหาบางรายเคยเป็นผู้เสียหายมาก่อน ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ชักชวนหลอกลวงคนใกล้ชิดเพื่อแลกกับผลตอบแทน

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 29 มกราคม 2569 โดยตำรวจสอบสวนกลางสนธิกำลังร่วมกับตำรวจทางหลวงและตำรวจน้ำ เข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี ก่อนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าว โดยหนึ่งในแกนนำให้การรับสารภาพว่าเริ่มกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2551 จากการนำเทคนิคที่เคยเรียนรู้จากการสัมมนามาประยุกต์ใช้หลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์

เบื้องต้นตำรวจพบว่ายังมีเครือข่ายลักษณะเดียวกันอีกอย่างน้อย 4 ขบวนการ อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มผู้เสียหายกว่า 20 คน เดินทางมาร่วมรับฟังผลการจับกุมด้วยความสนใจ โดย “คุณบี” (นามสมมุติ) ตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนตกอยู่ในวังวนของเครือข่ายนี้นานเกือบ 10 ปี เริ่มจากการถูกชักชวนให้ลงทุนเพียง 1,000 บาท แลกผลตอบแทน 1 ล้านบาท ภายใน 1 เดือน ด้วยความหวังจะมีเงินก้อนไว้ใช้ในวัยเกษียณจึงหลงเชื่อ

คุณบี ระบุว่า หลังครบกำหนดกลับไม่ได้รับเงินตามที่อ้าง พร้อมถูกหลอกให้ลงทุนเพิ่มเพื่ออัปเกรดสถานะเป็นระดับ VIP และถูกข่มขู่ว่าหากไม่โอนเงินเพิ่มจะถูกตัดสิทธิและไม่ได้รับเงินคืน ส่งผลให้ตนสูญเงินไปกว่า 4 แสนบาท โดยไม่เคยได้รับผลตอบแทนกลับมาแม้แต่บาทเดียว

“เหมือนคนตาบอดเดินอยู่ในวังวนเดิม ๆ จนวันนี้อยากฝากเป็นอุทาหรณ์ว่า การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลแบบนี้ไม่มีอยู่จริง ขอให้ทุกคนมีสติ อย่าให้ความโลภทำลายเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต” คุณบี กล่าวทิ้งท้าย