นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ได้เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถึงสถานการณ์ราคาทองคำล่าสุด โดยระบุว่า JPMorgan Chase ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังยืนยันว่าทองคำอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะกลางจากแรงหนุนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การเก็งกำไรชั่วคราว
หัวใจสำคัญอยู่ที่การซื้อทองของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งในปี 2025 มีปริมาณสูงถึง 863 ตัน และคาดว่าปี 2026 จะยังซื้ออีกราว 800 ตัน เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากสกุลเงินหลัก ประเทศที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ได้แก่ จีน โปแลนด์ บราซิล ตุรกี คาซัคสถาน และกลุ่มที่มองทองคำเป็น “สินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์”
แรงกระแทกในระยะสั้นครั้งนี้ มาจากปัจจัยเฉพาะหน้า ทั้งการเสนอชื่อ Kevin Warsh ผู้มีจุดยืนเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ ขึ้นเป็นประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งหนุนค่าเงินดอลลาร์ และการปรับขึ้นมาร์จิ้นของ CME ที่เร่งให้เกิดการบังคับปิดสถานะในตลาดฟิวเจอร์ส เหล่านี้คือแรงกดดันเชิงเทคนิค ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของทองคำ
นักวิเคราะห์จากทั้ง JPMorgan และ CBA เห็นตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การปรับฐาน ไม่ใช่การล่มสลาย” และมองเป็นโอกาสทยอยสะสมในช่วงราคาย่อตัว ท่ามกลางโลกการเงินที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สำหรับนักลงทุนที่กำลัง “ติดทอง” บทเรียนสำคัญคือ แยกให้ออกระหว่างความผันผวนระยะสั้นกับทิศทางระยะกลาง-ยาว ทองคำอาจย่อแรงได้ แต่ตราบใดที่ธนาคารกลางยังซื้อ และนักลงทุนสถาบันยังมองทองเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง บทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุนยังไม่จบลงง่าย ๆ ในตลาดทองคำรอบนี้ ความอดทน อาจสำคัญกว่าจังหวะ



