ถั่วลิสง เป็นพืชล้มลุกเนื้ออ่อน เป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นราบไปตามพื้นดิน ใบประกอบด้วยใบย่อย ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง เมื่อผสมเกสรแล้วก้านรัง-ไข่แทงลงใต้ดิน ฝักเติบโตใต้ดิน แต่ละฝักมีเมล็ด 1-5 เมล็ด ฝักยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างหนา ขรุขระ เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลหรือม่วง

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของถั่วลิสง อยู่ในทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันถูกนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนทั่วโลก เป็นพืชตระกูลถั่วที่ปลูกกันมากที่สุดรองลงมาจากถั่วเหลืองเท่านั้น ในประเทศไทย สันนิษฐานว่าถั่วลิสงเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลังจากมีการติดต่อกับชาวตะวันตกแล้ว ถั่วลิสงนับเป็นถั่วยอดนิยมของชาวไทย

ถั่วลิสง สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายวิธี โดยจะนำมาต้มหรือคั่ว เพื่อเป็นของว่าง   หรือจะนำไปใส่เป็นส่วนประกอบในอาหารคาวหวาน  โดยประโยชน์และสารอาหารในถั่วลิสง ประกอบด้วยเป็นแหล่งโปรตีน  มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด โภชนาการสูง    ดัชนีน้ำตาลน้อย : เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (แต่ก็ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะถั่วลิสงมีไขมันมาก)   ใยอาหารสูง : ช่วยในการขับถ่าย ท้องไม่ผูก  อุดมด้วยวิตามิน : เช่น วิตามินบี 1 , วิตามินบี 3 , วิตามินบี 6 , วิตามินซี ชึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี   มีแร่ธาตุหลายชนิด : เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม

ส่วน โทษข้อพึงระวัง และอันตรายแฝงในถั่วลิสง อาจมีสารก่อมะเร็งปนเปื้อน  เช่น อะฟลาทอกซิน และไฮโดรคาร์บอนโพลีไซคลิกอะโรมาติก สาเหตุของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ  ดังนั้น หากพบจุดดำ ๆ ที่บริเวณเปลือก คล้ายเชื้อราในถั่วลิสงคั่ว หรือถั่วลิสงต้ม ไม่ควรกินโดยเด็ดขาด  อาจทำให้คอเรสเตอรอลในเลือดสูง แม้ตัวถั่วลิสงเองจะไม่มีคอเรสเตอรอล แต่ก็มีไขมันและแคลอรี่สูง หากกินมากไป อาจไปสร้างคอเรสเตอรอลในเลือด และทำให้อ้วนได้  ทางที่ดี ไม่ควรกินเกิน 1 ผ่ามือในแต่ละครั้ง   แต่หากนำถั่วลิสงมาผ่านความร้อน และน้ำมัน โดยไม่ผ่านวิธีถนอมสารอาหารที่ถูกต้อง  อาจทำให้วิตามินบางชนิด และไขมันไม่อิ่มตัวหายไป ร่างกายจึงได้รับประโยชน์น้อยลง  แม้ถั่วลิสงจะมีสรรพคุณ มากมาย แต่ควรกินให้พอดี เลือกกินชิ้นที่สะอาด ผ่านความร้อนอย่างเหมาะสม ที่สำคัญต้องเลือกถั่วลิสงจากร้านค้าหรีอแหล่งที่เชื่อถือได้ และหากพบจุดดำ ๆ ที่เปลือก หรือเมล็ดถั่ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจมีสารก่อมะเร็ง